February 10th, 2010
ดวงอาทิตย์ แหล่งพลังงานใกล้ตัวเราที่สุดในจักรวาล
Published on February 10th, 2010 @ 07:01:51 pm , using 256 words, 19270 views
แม้ดวงอาทิตย์ จะถือว่าอยู่ในระบบสุริยะ แต่ทว่าการศึกษาดวงอาทิตย์เป็นวิธีการ
เบื้องต้นส่วนหนึ่งทำให้เราเข้าใจ ระบบการทำงานของจักรวาล จากความคล้ายคลึง
กับดาวต่างๆ โดยเฉพาะ กาแล็คซีทางช้างเผือก มีประมาณกว่า 300 พันล้านดวง
ยังเกิดขึ้นใหม่ (Stars Birth) ตลอดเวลา
กาแล็คซี่ี่ มีอยู่มากกว่าพันล้านแห่งในจักรวาลอันไพศาล มีดวงอาทิตย์อีกจำนวน
เท่าใด อาจนับไม่ถ้วน และยังนับไม่ได้ครบได้ในทุกวันนี้ ความเข้าใจเพื่อสำรวจ
พฤติกรรมดวงอาทิตย์เป็นสิ่งจำเป็น ต่อการศึกษาด้าน จักรวาลวิทยา ดาราศาสตร์
รวมถึงการสำรวจอวกาศ เบื้องต้น
เป็นแหล่งพลังงานเดียวในระบบสุริยะใหญ่ที่สุด ใกล้ตัวเรามากที่สุด ลองนึกภาพ
ว่าตื่นขึ้นมาตอนเช้า จู่ๆดวงอาทิตย์เกิดหายไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ?
แน่นอนที่สุด สภาพโลกมืดสนิท ดวงจันทร์ก็มืดไปด้วย อากาศหนาวเย็นอุณหภูมิ
ลดลงติดลบ พืชล้มตายเนื่องขาดระบบการสังเคราะห์แสง ระบบนิเวศล้มเหลวลง
อย่างสิ้นเชิง ฤดูกาลหายไปหมด สภาพอากาศแปรปรวน แรงดึงดูดของระบบสุริยะ
ล้มเหลวขาดความเสถียร ทุกอย่างบนโลกลอยสู่อวกาศอย่างไร้จุดหมาย ควบคุม
ไม่ได้
ดาวต่างๆโคจรชนกันอย่างโกลาหล เพียงเป็นเรื่องสมมุติ จุดประสงค์ให้เห็นความ
เชื่อมโยงที่สำคัญ ของระบบที่เกี่ยวข้องกันแยกไม่ได้ ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
ทุกสิ่งที่อยู่ในทั้งระบบสุริยะ
และสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับดวงอาทิตย์คือ การก่อกำเนิดของดวงอาทิตย์มิได้โดด
เดี่ยวเกิดขึ้นเพียงดวงเดียว ในทางทฤษฎีบ่งชี้ว่า เกิดขึ้นเป็นกระจุกดาว และมีการ
แตกแยกผลัดพรากจากกัน ของครอบครัวดวงอาทิตย์ (Our Sun's Family)
ห่างไกลกันนับพันปีแสง
ความรับผิดชอบและหน้าที่ ของดวงอาทิตย์
ในชีวิตประจำวัน อาจเปรียบดวงอาทิตย์เสมือน โรงงานไฟฟ้า ที่มีไดนาโมขนาด
ยักษ์ คอยปั่นพลังงานออกมาหล่อเลี้ยง ทุกครอบครัวในระบบสุริยะ นับตั้งแต่โลก
ดาวเคราะห์ทุกดวง ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย วัตถุขนาดเล็ก ชิ้นเล็กๆที่เท่ากับ
ผงธุลีโคจรในอวกาศทุกชิ้น กระทั่ง ดาวหาง ซึ่งเดินทางมาจากชายแดนสุดขอบ
สุริยะแถบ Oort Cloud อันไกลโพ้น เข้ามาได้ด้วยล้วนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
ดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น
รังสี (Solar radiation) จากพลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่น่าพิศวง สามารถทำให้อาหารสุก ตากเสื้อผ้าให้แห้ง จนเป็นพลังขับเคลื่อนสุริยะทั้งระบบ
ไม่ว่าเราอยู่ที่ใดของโลกล้วนมี รังสีดวงอาทิตย์เข้าไปมีส่วน
ระบบพัฒนาสิ่งมีชีวิตเริ่มก่อตัวจากสัตว์เซลล์เดียว ในยุคดึกดำบรรพ์กำเนิดโลก
จนเป็นเนื้อเป็นหนัง แม้แต่ หินแร่สสารธรรมชาติ เป็นต้นทางวัตถุดิบเรานำมาแปร
รูปพัฒนาการให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ก็มีขบวนการทางเคมี อันมีรังสีดวงอาทิตย์
เข้าไปเกี่ยวข้อง ระบบการเติบโตของพืชต้องใช้สังเคราะห์แสง ระบบกลไกสภาพ
อากาศบนโลกทั้งหมด เกี่ยวพันกันเป็นฤดูกาล เนื่องจากดวงอาทิตย์เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์สาขา Astrobiology (ชีววิทยาอวกาศ) ยังติดตามข้อสงสัยที่น่าสน
ใจในประเด็นว่า อะไรที่เป็นมูลฐานชีวิตบนโลก หรือเป็นชีวิตมาจากที่อื่นและหรือ
จากการเปลี่ยนแปลงอันยาวนาน สภาพแวดล้อมของอวกาศโลก (Earth’s space
environment)
โดยข้อสงสัยมีส่วนพาดพิง ระบบของดวงอาทิตย์ เพราะเป็นพลังงานชนิดเดียวที่
สามารถครอบคลุม การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ เชื่อมโยงกันได้ทั้งโลก
ดวงอาทิตย์ ขอแนะนำตัวให้เรารู้จัก
คำว่า Sun มาจากภาษาลาติน คือ Sol หมายถึง ดาวที่อยู่ตรงกลางระบบของสุริยะ
เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 109 เท่า มีขนาดใหญ่กว่าโลก 1.3ล้านเท่าจากตัว
เลขเห็นว่ามีขนาดใหญ่กว่ามากแน่
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น นึกถึงวงกลม 2 วงโดย วงกลมแรกเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด
1.3 ซ.ม.(คือโลก) ส่วนวงกลมที่สองเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.5 เมตร (คือดวง
อาทิตย์) ทั้งสองชิ้น วางอยู่ห่างกัน 150 เมตร นั้นคือ ระยะที่ห่างกัน ระหว่างโลก
และดวงอาทิตย์เท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร ตัวเราอยู่ในวงกลมวงแรก ขนาดเท่า
กับอะตอมเดียว
ถ้าอยากรู้ว่า 150 ล้านกิโลเมตร ไกลเพียงใดให้สมมุติว่าขับรถยนต์ด้วยความเร็ว
110 ก.ม /ช.ม. โดยไม่หยุดพักเลยใช้เวลาราว 50,000 วัน (หรือประมาณ 150 ปี
จากโลกสู่ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์ใน ระบบสุริยะอื่นๆ หรือ Nearest star ใกล้ที่สุดคิดเป็นสัดส่วนห่างกัน
ราว 4,000 ก.ม. จากตัวอย่างที่สมมุติ ระยะทางที่กล่าวมา (หรือประมาณ 4.22
ปีแสง)
ดวงอาทิตย์ กำเนิดมาแล้ว เมื่อ 4.6 พันล้านปี มีองค์ประกอบก๊าซหลายชนิด เช่น
Hydrogen 92.1% - Helium 7.8% - Oxygen 0.061% - Carbon Nitrogen และ
Neon Iron Silicon บรรยากาศกดดันมากกว่าน้ำทะเล โลกถึง 340 ล้านเท่า
ทุกนาที ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงาน ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียม 700 ล้าน
ตัน โดยจะเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ (Pure energy) ได้ 500 ล้านตัน เห็นเป็น
แสงส่องมายังโลก คือ พลังงานที่เรามาใช้ประโยชน์นั่นเอง
ดวงอาทิตย์ สามารถให้พลังงานลักษณะนี้ได้อีก 5 พันล้านปี หลังจากนั้นอีก 1 พัน
ล้านปี เริ่มขยายตัวใหญ่กว่าเดิมขึ้นหลายร้อยเท่าตัว เรียกว่า Red giant (ดาวยักษ์
สีแดง) ค่อยๆแผ่รังสีความร้อนไปทั่วในระบบสุริยะ เผาโลกจนร้อน
ความร้อนแพร่ขยาย จากเดิมมหาศาลทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถูกความร้อนกลืน
ไปทั้งสิ้น แล้วดวงอาทิตย์ยุบตัวลงเป็น White dwarf (ดาวแคระขาว) ขนาดเล็ก
เป็นจุดสิ้นสุดของดวงอาทิตย์ ขบวนการนี้ใช้เวลาอีกหลายพันล้านปี ดวงอาทิตย์
จึงค่อยๆเย็นลงอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป
อำนาจและอิทธิพลของดวงอาทิตย์
ทราบกันดีว่า แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางมาถึงโลก ใช้เวลา 8 นาที โดย
การที่แสงส่องไปถึงที่ใด ย่อมหมายความว่าพลังงานของดวงอาทิตย์ มีอำนาจแผ่
อิทธิพลไปยังบริเวณนั้นๆด้วย
ขณะนี้ทราบว่าแสงส่องผ่านไปไกล สู่นอกขอบสุริยะแบบหรอมแหรม ใกล้บริเวณ
Kuiper Belt จากการสะท้อนบน พื้นผิวของน้ำแข็งของกลุ่มดาวเคราะห์ ในแถบนั้น
ช่วงปี ค.ศ. 2007 ยานสำรวจ Voyager 1 อยู่ระหว่างการตรวจสอบสภาพแวดล้อม
อวกาศ ใกล้แนวขอบสิ้นสุดของ Heliopause (บริเวณอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล
มีความสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็ก) และพายุสุริยะ (Solar wind)
ว่าแท้จริงนั้นพลังงานดวงอาทิตย์สิ้นสุดอยู่บริเวณใดของ Kuiper Belt ซึ่งเป็นพื้นที่
คาบเกี่ยวกันของ ขอบระบบสุริยะ คงจะทราบคำตอบ ที่ชัดเจนในระยะต่อไป
Solar radiation หรือ การแผ่ของรังสีดวงอาทิตย์ เป็นอำนาจกลไกทางเคมีไฟฟ้า
(Chemical and dynamical) จะกระตุ้นชั้นบรรยากาศ (Atmospheres) ให้เกิด
การผันแปรในทุกแห่ง ที่ Solar radiation แผ่ไปถึงโดยสามารถสร้างเปลี่ยนแปลง
องค์ประกอบของโครงสร้าง บรรยากาศและอุณหภูมิ
การศึกษา ดวงอาทิตย์ ทำให้ทราบว่า Solar radiation มีกฎเกณฑ์ต่างๆละเอียด
อ่อนมากมายต่อโลก ด้วยค่าความกว้างของการแผ่รังสี (Radiation spans the
color spectrum) ที่มีค่าของรังสี Energetic x-rays และ รังสี Infrared
จึงต้องใช้ดาวเทียม เน้นหนักติดตามตรวจสอบข้อมูลศึกษาผลกระทบ ด้านฟิสิกส์
และเคมีของสภาพแวดล้อมของอวกาศ (Space environment) ที่มีต่อระบบโลก
บริเวณช่องว่างระหว่างอวกาศ ตั้งแต่พื้นผิวโลก จรดพื้นผิวดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์ มีกลไกเคลื่อนไหวด้วยตนเอง (Dynamic body) ด้วยรูปแบบแปลก
มากมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของเปลวเพลิงที่โชติช่วงอย่างรุนแรงชั่วขณะ
(Solar flares) การฟุ้งกระจายเปลวไฟขนาดยักษ์บริเวณพื้นผิว (Prominences
emanating) อย่างควบคุมไม่ได้
ทางสถิติพบว่า โดยประมาณทุกๆระยะ 11 ปี พฤติกรรมของดวงอาทิตย์ เรียกว่า
Solar Activityเกิดการเคลื่อนไหว ขยายตัวอย่างผันผวน บริเวณจุดดับบนดวง
อาทิตย์ (Sunspots) ด้วยกลไกธรรมชาติที่ไม่มีข้อจำกัดทำให้ บริเวณช่องว่าง
อวกาศ ใกล้พื้นผิวของดวงอาทิตย์ (รวมถึงโลก) รับคลื่นพลังงานที่เกิดจากคลื่น
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves) ชนิดเข้มข้นซึ่งมาพร้อมกับพาุยุ
สุริยะ (Solar wind)ถ้ามีผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้าง เรียกว่า พายุอวกาศ
(Space storm)
โครงสร้างภายนอกดวงอาทิตย์
สามารถดูดาวอาทิตย์ ได้ด้วยกล้องชนิดสำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะเท่านั้น
(ห้ามใช้กล้องทั่วไปดูเด็ดขาด อันตรายถึงตาบอด) โดยบริเวณต่างๆที่เห็นจาก
ภายนอก มีความหมาย และระบบที่เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
Corona
ภาษาลาตินแปลว่า มงกุฎ เป็นเขตชั้นนอกสุด (Outermost) ของชั้นบรรยากาศ
ดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่เหนือ Chromosphere (ก๊าซสีแดง) จะเห็น Corona เป็นรัศมี
แสงสีขาวเลือนพร่า (White halo) รอบๆดวงอาทิตย์
Spicules
คล้ายเส้นผมแหลมๆโผล่ขึ้นมา เกิดจากการกระตุ้นของ พลังงานไฟฟ้าสามารถคง
สถานะไว้ ในรูปแบบที่ต่างกันนานหลายนาีที โดยสลับการเกิดไปทั่ว ความสูงอาจ
ถึง 90,000 กิโลเมตร และอาจมีเสันผ่าศูนย์กลางราว 500 กิโลเมตรได้
Prominence
เปลวไฟขนาดยักษ์เหมือนโหนกยื่นออกมา หรือ ดูคล้ายหางม้า คือ บริเวณที่มี
ความสัมพันธ์ ระหว่างความเย็นตัวลง และความหนาแน่นของ Plasma ที่ซ่อนเร้น
อยู่ภายใต้ Photosphere ด้วยการไหลเวียนถ่ายเทพลังงานกัน จากปฎิกิริยาของ
สนามแม่เหล็ก มี 2 ประเภท คือ
Quiescent Prominence เกิดบริเวณซีกด้านเหนือและซีกด้านใต้ มีการเคลื่อนตัว
น้อย สามารถคงสภาพได้เป็นสัปดาห์ หรือนับเดือน มีความสูง 100,000-600,000
กิโลเมตร ความกว้างราว 5,000-10,000 กิโลเมตร
Active Prominence อายุสั้นกว่าแบบแรกมีการเคลื่อนตัว เกิดในบริเวณ Sunspot
(จุดบนดวงอาทิตย์) และบริเวณ Flares (เพลิงที่โชติช่วงอย่างแรงชั่วขณะ) เป็น
ลักษณะการเกิดร่วมปะปนกัน บางครั้งมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระลอกคลื่นและ
บางครั้งพ่นเป็นละออง หรือขมวดตัวก็มีปรากฎให้เห็น
Chromosphere
ภาษาลาตินแปลว่า ขอบเขตของสี เป็นแบ่งชั้นบรรยากาศ อยู่ตรงกลางระหว่าง Corona (อยู่ด้านบนสุด) และ Photosphere (อยู่ด้านล่างสุด) มีอุณหภูมิระหว่าง 10,000 - 20,000 Kelvin สามารถมองเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่า ขณะที่ดวงอาทิตย์
ขึ้นและตก บริเวณริมขอบเป็นสีชมพู แดงเรื่อๆ
Photosphere
เป็นส่วนของแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ มีโดยทั่วไป เช่นเดียวกับดาว
อื่นๆทุกดวง เป็นรังสีชนิดที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ (Visible radiation)
พลังงานดวงอาทิตย์ หลุดรอดสู่อวกาศจาก Photosphere เป็นส่วนมาก โดยเป็น
บริเวณที่อยู่ใต้ชั้นบรรยากาศ Chromosphere โดยมีความหนารอบๆ ดวงอาทิตย์
ประมาณ 500 กิโลเมตร มีอุณหภูมิราวๆ 5,780 Kelvin ส่วนที่ลึกลงไปด้านในมี อุณหภูมิ 9,000 Kelvin
Flares
เปลวเพลิงโชติช่วงอย่างรุนแรงชั่วขณะ โดยเกิดขึ้นอย่างทันที่ทันใด อาจคงสถานะ
เพียงไม่กี่วินาทีหรือเป็นชั่วโมงเป็นวันได้ ทุกๆวินาที Photosphere เกิดแสงอย่าง
น้อย 1,000 ครั้ง ด้วยพลังงานจาก Flare ที่เกิดขึ้นทั่วไป มีอุณหภูมิสูงมากถึง 10
ล้าน Kelvin โดยสามารถปล่อยรังสี X-ray กลุ่มใหญ่ราว 0.1 nm.ออกมาด้วย
Sunspot
คือ จุดบนดวงอาทิตย์ เป็นการเกิดความเข้มข้น ของสนามแม่เหล็กในลักษณะ
ชั่วคราวสามารถเห็นเป็นจุดแสงสีขาวบริเวณ Photosphere มีค่าของสนามแม่เหล็ก
ระหว่าง 2,000-4,000 Gauss
ความเป็นจริงใจกลาง Sunspot เป็นจุดดำมืดและเทา มีอุณหภูมิราว 4,000 Kelvin เหตุที่มีสีดำเพราะ เกิดการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ และเย็นตัวกว่า ในบริเวณอื่น ขนาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1,000 กิโลเมตร จนขนาดนับแสน ตารางกิโลเมตร
การปรากฎของ Sunspot สามารถจัดประเภทของกลุ่ม เรียกว่า Sunspot group classification โดยมีรูปแบบและเกณฑ์ที่ต่างกันไป
Granule หรือ Granulation
ลายด่างๆเหมือนเม็ดบนผิวดวงอาทิตย์ หรือ จุดดอกดวงเล็กๆบนดวงอาทิตย์ แต่
เมื่อมองใกล้เห็นเป็นฟองปุดๆ เหมือนรวงผึ้ง(Cellular pattern) ซึ่งเกิดบริเวณ
Photosphere เป็นการเดือดของ Hot plasma จากภายใน Convection (บริเวณ
ไหลตัวของพลังงานความร้อน)
โครงสร้างภายนอกดวงอาทิตย์
ระบบการทำงานดวงอาทิตย์ไม่ได้เงียบสนิท ภายในดวงอาทิตย์ (Solar Interior)
แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
Solar Core คือ ไส้แกนกลางภายในดวงอาทิตย์
ส่วนที่อยู่ใจกลาง มีพื้นที่ 1.6% เป็นแหล่งที่สร้างพลังงาน
Radiation Zone คือ ชั้นแผ่รังสี
ถัดออกมาจากส่วนใจกลาง มีพื้นที่ 71.3% นำพลังแผ่กระจายสู่ด้านบน
Convection Zone คือ ชั้นพาพลังงานความร้อน
บริเวณเหนือขึ้นมาบนส่วน Radiative Zone มีพื้นที่ 27.1% เป็นชั้นที่มีมวลสสาร
นำพลังงานจากชั้นแผ่รังสีขึ้นมา
โดยทั้ง 3 ส่วน อยู่ใต้พื้นผิว ของ Photosphere
มีระบบการทำงานที่สัมพันธ์กันดังนี้
พลังงานทั้งหมดเกิดจาก Nuclear Reactions (ปฏิกิริยาของจุดศูนย์กลาง) บริเวณ
Solar Core ด้วยหลอมละลาย Hydrogen สู่ Helium อุณหภูมิ 15.6 Kelvin ความ
หนาแน่นและกดดันสูง 148,000 กิโลกรัม/ตารางเมตรซึ่งขยายตัวออกมาโดยรอบ
จากแกนกลาง เข้าสู่บริเวณ Radiation Zone
การขยายตัว ด้วยแผ่รังสีออกจากแกนกลางเกิดอย่างต่อเนื่อง กลับไปกลับมาเช่น
นี้โดยแต่ละครั้ง คำนวณการแผ่รังสี จากจุดศูนย์แกนใน เดินทางผ่าน Radiation Zone ออกสู่ Convection Zone ใช้เวลาเฉลี่ย 170,000 ปี
Convection Zone เป็นส่วนด้านบนสุด อุณหภูมิเหลือ 1 Kelvin เป็นบริเวณที่เกิด
Hot plasma ออกมาท่วมล้นสู่ด้านบนซึ่งมีอุณหภูมิ และความหนาแน่นที่ต่ำกว่า
เห็นพื้นผิว เป็นลักษณะเป็น Granule
Turbulent motion
เป็นการเคลื่อนตัวแบบโกลาหล อลหม่าน ด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง สะท้อนกังวาลอยู่
ตลอดเวลา บางครั้งดังยาวนานถึง 5 นาที เป็นการสะท้อนเสียงบน Photosphere จากไหลท่วมของก๊าซอย่างสับสน ไม่มีรูปแบบ
เพราะฉะนั้น ระบบการทำงานของดวงอาทิตย์ ไม่ได้เงียบสงบเต็มไปด้วยคลื่นเสียง
คลื่นรังสี แสงสว่างวูบวับเพลิงโชติช่วง ทุกอย่างเกิดอย่างกะทันหันท่ามกลางระเบิด
อึกทึกและโครมคราม ดังสนั่นเหมือนสงคราม เครื่องบินทิ้งระเบิดตลอดเวลา
สังเกตเห็นได้จากจุดใกล้ Sunspots มีความหนาแน่น ระดับอุณหภูมิบริเวณนั้นสูง
มากเกิดการรวมตัวของ Nuclear มีปฏิกิริยาที่โต้ตอบอย่างรุนแรงลักษณะ
Fusion reactions เกิดพลังงานบนดวงอาทิตย์ 2 แบบคือ
รังสีของคลื่นแสง หรือ Electromagnetic radiation แล้วเกิดอนุภาคของปรมาณู
เป็นส่วนประกอบของ อนุภาค Neutrinos พลังงานดังกล่าวนั้น หมุนวนเคลื่อนย้าย กระจายไปทั่วบริเวณของ Radiation Zone
และบริเวณ Convection Zone เป็นที่มีการลอยตัวของความร้อน การเคลื่อนที่ของ
ฟองก๊าซ (Bubbles) พลุ่งพล่านเหมือนน้ำเดือด ลอยสู่บนชั้นผิวพื้น ดวงอาทิตย์ (Surface of Sun) เป็นฟองเดือดปุดๆ เหมือนรวงผึ้ง (Granulation) ทั่วไปมีความ
หนาแน่น ระดับความกว้าง 20,000 กม. โดยสามารถคงสถานะได้นาน 10-30 นาที
เรียกปฎิกิริยานี้ว่า Supergranulation ลักษณะเกาะกลุ่มเป็นก้อน มองระยะไกล
คล้ายเมล็ดเต็มไปหมด คล้ายการเคี่ยวน้ำตาลเดือด เริ่มข้นเหนียวเกาะตัวกัน
พายุสุริยะ
Solar Wind ปัจจุบันการสำรวจได้ชี้ชัดว่า พายุสุริยะได้หอบเอาไอออนก๊าซจาก
ดวงอาทิตย์ พัดตามแนวเส้นสนามแม่เหล็ก กระจายตัวเข้าสู่ระบบสุริยะด้วยความ
เร็วระหว่าง 300-800 กม.ต่อนาที ไปไกลถึงดาวพฤหัส และขอบสุริยะ
ความร้อนสูงจาก Magnetized plasma (แม่เหล็กจากก๊าซเหลว) มีระดับอุณหภูมิ 200,000 Kelvin เมื่อผ่านเข้ามายังโลก คลื่นความถี่แม่เหล็กกลับลดลง เหตุเพราะ
ผลกระทบจากการชนกันระหว่าง อีเล็คตรอน โปรตรอน ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนอ่อนกำลัง ทำให้ความเร็วพายุสุริยะเมื่อใกล้โลกช้า เหลือประมาณ 300 กม.ต่ิอ นาทีอุณหภูมิ
ความร้อน อีเล็คตรอนเหลือ 150,000 Kelvin ส่วนโปรตอนเหลือ 40,000 Kelvin
โลกมีระบบสนามแม่เหล็ก (Earth's magnetic field) คอยปกป้องต้านทานเรียก
ว่าแนว Bow shock จากกระแสพายุสุริยะ ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกปลอดภัย แต่มีจุด
อ่อนบริเวณช่องว่าง ของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ พายุสุริยะยังสามารถเล็ดลอด
เข้ามาได้ เห็นเป็นลักษณะแสงเหนือ แสงใต้ (Aurora)
หากโลกไม่มี ระบบสนามแม่เหล็ก จะทำให้รังสีที่ อันตรายจากพายุสุริยะพัดเข้าสู่
ชั้นบรรยากาศของโลกได้ง่าย แล้วทำลายระบบนิเวศต่างๆ และทำลายผิวหนังของ
มนุษย์ได้
อย่างไรก็ตามลักษณะสนามแม่เหล็กนั้นอ่อนไหว มิใช่เป็นกำแพงแข็ง การโหมพัด
อย่างรุนแรงของพายุสุริยะที่เข้มข้น ด้วยอนุภาพของรังสี เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์
มีความกังวลใจต่อสภาพแวดล้อมโลก
ลักษณะสนามแม่เหล็กโลก ให้เรานึกถือฟองสบู่ที่เรานำมาเป่าเล่นแล้วเกิดเป็นฟอง
ลูกโป่งขนาดใหญ่ เวลาถูกลม ฟองลูกโป่งจะโย่ยไปโย่ยมาแต่ไม่แตกนั้นคล้ายกับ
พายุสุริยะพัดปะทะสนามแม่เหล็กโลก โดยมีโลกลอยอยู่ตรงกลาง
ปัจจัยหนึ่งที่เริ่มมีปัญหา คือ สนามแม่เหล็กโลกได้อ่อนตัวลง ด้วยผลกระทบจาก
การใช้ทรัพยากรโลกที่ไม่ระมัดระวัง เช่น ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก
ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การทำลายป่าไม้ เกิดสภาวะปฎิกิริยาเรือนกระจก โดย ทำให้อุณหภูมิโลกร้อน
เชื่อว่าน่าจะมีผลถึงแกนภายในโลก อาจกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็ก
โลกได้ อนาคตไม่กี่ร้อยปี มนุษย์อาจจะไม่สามารถออกไปกลางแจ้งได้สะดวก
เหมือนปัจจุบัน เนื่องจากรังสีของดวงอาทิตย์ เข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นส่งผลต่อ
ร่างกายของมนุษย์
ผลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ต่อโลก
หากโลกปราศจากแรงโน้มถ่วง ที่สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ เราจะไม่สามารถยืนติด
พื้นดินได้เลยได้เลย สภาพการลอยตัวจะเกิดขึ้นและควบคุมไม่ได้ออกสู่อวกาศ
พื้นผิวโลก จะมีความร้อนขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพิ่มขึ้น 28 เท่า
นอกจากนั้นยังมีผลในเรื่อง Effect on the tides (ปฏิกิริยา น้ำขึ้น-น้ำลง) เช่น
ดวงจันทร์มีต่อโลกแต่น้อยกว่า โดยดวงจันทร์ มีผล 70% ดวงอาทิตย์มีเพียง 30%
โดยเฉพาะช่วง New Moon หรือ Full Moon (เต็มดวง) จะแสดงพลังงานแรงดึงดูด
ร่วมกันอย่างเข้มแข็งเมื่อตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์อยู่ในเส้นระนาบ
เดียวกัน
หากตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มีตำแหน่งเป็นมุมฉากกันดวงจันทร์จะ
มีอำนาจแรงดึงดูดลดลงต่อโลก และการเกิดขึ้นช่วง Quarter Moons (ไม่เต็มดวง) ก็เช่นกัน
ผลกระทบเรื่องรังสี และพลังงานดวงอาทิตย์ต่อมนุษย์
Ultraviolet Rays และ X-Ray
ความสว่างจัดของแสงดวงอาทิตย์ เป็นอันตรายต่อตามนุษย์ หากมองเข้าไปโดย
ตรงเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ เพราะรังสี Ultraviolet rays สามารถทำลายเซลล์ตาดำ
(Retinas) ให้เสียหายได้ เพราะฉะนั้นควรใส่แว่นกันแสงแดด เพื่อกีดขวาง รังสี Ultraviolet rays เป็นรังสีที่ตามนุษย์มองไม่เห็น
หมายเหตุ : การใช้แว่นกันแดด ควรระบุชนิด UV protection เท่านั้นจึงป้องกันได้
จริง เพราะเคลือบสารป้องกัน มิใช่เพียงเป็นกระจกสีเข้มทั่วไป
ค.ศ. 2000 บนดวงอาทิตย์ บริเวณที่เรียกว่า AR9077 เกิด Flare ขนาดยักษ์มีผล
กระทบเกิด Magnetic storms และ Dramatic auroral มีการม้วนตัวของสนาม
แม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ขนาด 77,000 – 230,000 กิโลเมตร ตรวจพบเป็นขนาด
ใหญ่มาก เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 30 ปี
ลักษณะเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อโลก ด้วยการหอบ Ultraviolet radiation เข้าสู่วง
โคจรโลก ด้วยความเร็วและความแรง พุ่งเข้าสู่บรรยากาศทำลายชั้น Ozone ทำให้
ระบบอุปกรณ์ดาวเทียมเสียหาย และผลกระทบสภาพแวดล้อมทางเคมีต่อมนุษย์
นอกจากรังสี Ultraviolet มีอันตรายต่อมนุษย์แล้ว รังสี X-Ray ก็ผ่านเข้ามาสู่ชั้น
บรรยากาศ ใกล้ตัวเรามาก เช่นกัน สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก เป็น
ตัวเสริมทำให้เกิดปัญหาติดตามมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้โดยปัญหาคือ
คลื่นรังสี เหล่านี้เรามองไม่เห็น จึงไม่อาจหลบหลีกได้เลย
The Plasmasphere
บริเวณสภาพแวดล้อมอวกาศรอบๆโลกมีส่วนประกอบของ อนุภาคไฟฟ้าซับซ้อน
ที่เกิดจาก Protons และ Electrons ดังเช่นเกลือ น้ำตาล พริกไทยเราสามารถนำ
ไปใส่ในส่วนประกอบการปรุงอาหาร รวมกันเป็นรสชาติหนึ่งเดียวที่อร่อย
อวกาศเช่นกัน ความเข้มข้นหรือเจือจางในส่วนประกอบอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะให้
อนุภาคต่างๆเกิดปฏิกิริยา ผสมรวมต่อกันได้ แล้วเกิดพละกำลังขึ้นใหม่ เกิดการวิ่ง
หมุนวน อย่างรวดเร็วรอบๆโลกได้ นับพันกิโลเมตรต่อวินาที พุ่งทะลวงหลงเข้า
ในชั้นบรรยากาศโลก
การที่เกิดขึ้นในบริเวณที่คาบเกี่ยว รอบๆอวกาศของโลก ระหว่าง 8,000-30,000
กิโลเมตร ไม่ใช่เป็นเรื่องห่างไกลตัวเรา เพราะอิทธิพลวงแหวน (ไม่เหมือนวงแหวน
ดาวเสาร์) สามารถช่วยหอบพลังงานนับหลายพันโวลต์ เข้าสู่บรรยากาศโลกได้ง่าย
ผลจากแรงส่งมหาศาลของ พายุสุริยะขนาดใหญ่เกิดขึ้น บนดวงอาทิตย์อย่าง
รุนแรง อำนาจสนามแม่เหล็กโลกไม่สามารถต้านทานได้ ขณะนี้ทางวิทยาศาสตร์
ยังไม่สามารถเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่ามีพลังงานสูงแบบ High voltages ในบรรยากาศสนามแม่เหล็กโลก
Solar Cycle ของดวงอาทิตย์คืออะไร
สำรวจพบชัดเจนเมื่อศตวรรษที่ 19 เป็นปรากฏการณ์ผันผวน ของดวงอาทิตย์เกิด
จากรูปแบบปฏิกิริยา เช่นบริเวณ Corona หรือ Sunspots หรือเกิดขึ้นจาก Flares
เป็นต้น อย่างน้อยต้องเกิดอย่างกะทันหันมากกว่าค่อยๆเกิดขึ้น ระหว่างช่วงทุกๆ
11 ปี (โดยประมาณ) ส่วนใหญ่แล้ว การสำรวจมุ่งไปยังการผันผวน จำนวนที่เพิ่ม
ขึ้นของ Sunspots
เชื่อว่าเป็นเหตุที่เกิดด้วยการ พยายามรักษาระบบแหล่งพลังงานของตนเองให้สู่
สภาพปกติ และสมดุลย การเกิดในแต่ละครั้ง จะมีผลกระทบรุนแรงต่อสนามแม่
เหล็กโลกและกระทบเป็นลูกโซ่มายัง ระบบสื่อสาร ระบบไฟฟ้า ของโลกได้
ด้วยมีการถกเถียงกันและความเห็น ในหลายกรณี พอสรุปความได้ดังนี้
การตรวจสอบพบ มีการเกิดปรากฏการณ์ จุดดับบนดวงอาทิตย์ มีการรวมตัวความ
เข้มข้นของ Carbon-14 หรือ Beryllium-10 ยังแตกต่างกันของช่วงเวลาที่เกิดไม่
ตรงกันนัก โดยมีค่าเฉลี่ยราวๆทุก 11 ปี
เนื่องจากดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่โตมาก มีตำแหน่งการตรวจสอบที่ยาก การแบ่ง
ส่วนพื้นที่ไม่ตรงกัน นักสำรวจที่บันทึกข้อมูล ครั้งโบราณด้วยกล้องแบบเก่า และ
ได้เสียชีวิตลงหมดแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรอคอยสำรวจซ้ำใหม่ทุกๆ 11 ปี
เครื่องมือในสมัยเก่ามีความละเอียดน้อย ถึงแม้ว่าจะระมัดระวังใน การตรวจสอบ
แล้วก็ตาม ข้อมูลอาจไม่แน่นอน
การตรวจสอบ จำเป็นต้องซ้ำแล้ว ซ้ำอีกเพื่อผลสมบูรณ์ถูกต้องที่สุด และเป็นจริง
ด้วยต้องไม่มีเงื่อนไขข้อกำหนดอื่นๆประกอบ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นปรากฏการณ์
เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น
การตรวจสอบปรากฏการณ์ ไม่จำเป็นต้องเข้มงวดทั้งหมด อาจมีช่วงห่างกันระหว่าง
9 -11 -14 ปี ของ Solar Cycle หรือ อาจไม่จำเป็นนำช่วงเวลาการเกิดมาเป็นข้อ
กำหนดเพียงใช้จำนวนจุดดับของดวงอาทิตย์ มาเป็นตัวบ่งชี้
ดวงอาทิตย์ ในระบบสุริยะอื่นๆ
นอกจากระบบสุริยะของเรา ยังมีระบบสุริยะอื่น เรียก Extrasolar System (ระบบ
สุริยะพิเศษ) จำนวนมากมายที่จะนับได้หมด ส่วนที่ีเหมือนกัน คือสภาพแวดล้อม
ชั้นบรรยากาศของก๊าซ ระยะความลึกหลายพันกิโลเมตร หรือมากกว่าตามขนาด
ของดวงอาทิตย์ มี Corona - Sunspots - Flare เช่นกัน
ดังที่เราเห็นแสงจากดวงดาวเวลากลางคืน ระยะใกล้และไกล ด้วยตาเปล่าประมาณ
7,000 - 8,000 ดวง สิ่งที่เรามักไม่ทราบ คือ ดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์เหล่านั้นมัก
ขนาดใหญ่โตมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายร้อยพันเท่า เนื่องจากระยะไกลมาก
นับร้อยถึงหลายพันปีแสง จึงมองเห็นเป็นจุดเล็กๆเท่านั้น
ความสำคัญ ของดวงอาทิตย์ในอดีตและอนาคต
ความเป็นจริง ดวงอาทิตย์เป็นดวงอาทิตย์อย่างปกติเช่นเดิม ตั้งแต่มนุษย์คนแรก
มองเห็น การกำหนดความสำคัญนั้นเกิดจากแต่ละยุค แต่ละสังคมของมนุษย์ เช่น
บางยุคโบราณ ถือว่าดวงอาทิตย์คือเทพเจ้า อาจสืบเนื่องด้วยพลังงานและอิทธิพล
ต่างๆ ที่เข้าใจตามวิถี ของผู้นำสังคมในยุคนั้นๆ
บางกรณีนำอิทธิพล การโคจรเข้ามาเป็นตัวบ่งชี้ถึงการทำนาย อนาคตตนเองมีคน
จำนวนกว่าครึ่งโลกเชื่อแบบนั้น ซึ่งเป็นความเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความจริง
การที่เชื่อโชคลาง เช่น ดวงอาทิตย์ทรงกลด ต้องมีความโชคดีมีบุญ หรือการเห็น
ดวงอาทิตย์ฉายแสงรัศมีเป็นสีเลือด อาจต้องเกิดเหตุอันตรายอาเพธขึ้นใหญ่หลวง
ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไปที่เกิดขึ้น มองเห็นเป็น
วงกว้างและเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่เจาะจงสถานที่
เราต้องมียอมรับความจริงกันว่า ในอนาคตดวงอาทิตย์จะมีความสำคัญต่อชีวิตมาก
มากขึ้นตามลำดับ ด้วยการนำมาใช้เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ มาเอื้ออำนวยความ
สะดวกสบายต่อประชากรโลก
เพราะเป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงระบบสุริยะ โดยไม่มีวันหยุด โดยไม่ต้องซื้อ ทุกคน
มีสิทธิ์ใช้จากจุดใดของโลกก็ได้ไม่มีกฎหมายอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจากใคร
หมายความว่าพลังงานดวงอาทิตย์ เป็นพลังงานดั่งเดิม ในระบบ จักรวาล ได้จัดการ
ไว้ให้ ทุกชีวิตได้ใช้อย่างเท่าเทียมทั่วถึง โดยยุติธรรมตราบเท่าที่ จะมีกำลังความ
สามารถ นำมาประโยชน์ที่ประสงค์ โดยไม่เคยทวงถามข้อแลกเปลี่ยน