February 26th, 2009
กากินน้ำทะเล
Published on February 26th, 2009 @ 03:56:10 pm , using 0 words, 2674 views
กากินน้ำทะเล
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า
" บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง
บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง "
แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า
" ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย "
เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า
" ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ "
มันจึงตอบว่า " ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น "
เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
" ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที
ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้
ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ "
ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ
February 26th, 2009
คนชั่วสรรเสริญตัวเอง
Published on February 26th, 2009 @ 03:55:03 pm , using 0 words, No views
คนชั่วสรรเสริญตัวเอง
คนชั่วสรรเสริญกันเอง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า " ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง "
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า " กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด"
รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
" บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
February 26th, 2009
บุญที่ให้ทานแก่ปลา
Published on February 26th, 2009 @ 03:48:29 pm , using 8 words, No views
ทำบุญให้ทานแก่ปลา
By airjeerawat on Feb 26, 2009 | In Uncategorized | Send feedback »
บุญที่ให้ทานแก่ปลา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพ่อค้าโกงชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายของพ่อค้าตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วสองพี่น้องได้ปรึกษาหารือกันเรื่องบริหารกิจการค้าขาย ตกลงกันเดินทางไปสะสางบัญชีการค้าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เงินพันหนึ่งแล้วก็เดินทางกลับมานั่งกินข้าวห่อรอเรือข้ามฟากที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ให้อาหารที่เหลือแก่ปลาในแม่น้ำแล้วอุทิศส่วนบุญกุศลให้สรรพสัตว์รวมถึงเทวดาที่แม่น้ำนั้นด้วย เทวดาพออนุโมทนารับส่วนบุญเท่านั้น ก็เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภยศอันเป็นทิพย์ เมื่อให้อาหารปลาหมดแล้วเขาก็ลาดผ้าบนหาดทรายล้มตัวลงนอนหลับไป ส่วนน้องชายของเขามีนิสัยเป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็ก นั่งคิดวางแผนฉกเอาทรัพย์จึงห่อก้อนหินขึ้นห่อหนึ่งขนาดเท่ากับถุงห่อเงินนั้น
เมื่อเรือข้ามฟากมาถึง เขาก็ปลุกพี่ชายแล้วถือถุงสองถุงขึ้นเรือไปก่อน เมื่อเรือไปถึงกลางแม่น้ำ เขาก็ทำให้เรือโครงเครงทำทีเป็นเสียหลักโยนถุงหนึ่งลงน้ำไปพร้อมกับพูดขึ้นว่า
" พี่ ถุงห่อเงินตกน้ำไปแล้ว เราจะทำอย่างไรละทีนี้ "
" เมื่อมันตกน้ำไปแล้วก็ช่างมันเถอะ อย่าคิดถึงมันเลยหาเอาใหม่ได้มากกว่านี้ " พี่ชายตอบ
เทวดาประจำแม่น้ำคงคาเห็นเหตุการณ์นั้นตลอดจึงบันดาลให้ปลาปากกว้างตัวหนึ่งมากลืนกินถุงเงินนั้นไป ฝ่ายน้องชายเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็รีบแก้ถุงเงินอีกถุงหนึ่งออกดูด้วยความกระหยิ่มใจ แต่พอแก้ห่อดูกลับเป็นถุงห่อก้อนหินจึงได้แต่นั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่คนเดียวที่หลงทิ้งถุงห่อเงินลงน้ำไป ฝ่ายพี่ชายก็กลับไปบ้านของตนโดยไม่คิดอะไร
หลายวันต่อมา พวกชาวประมงไปหาปลาจับได้ปลาปากกว้างตัวนั้น จึงเที่ยวเดินขายปลาอยู่ว่า
" ปลาสดๆ จ้า ตัวนี้ขายตัวละ ๑,๗๐๐ บาท สนไหมครับ "
ชาวบ้านพากันหัวเราะเยาะว่า " ปลาอะไรจะแพงขนาดนั้นละ " จึงไม่มีใครซื้อไป พวกเขาเดินขายไปจนถึงประตูร้านบ้านของพระโพธิสัตว์ได้ร้องขายปลาอยู่หน้าร้านนั้น
พระโพธิสัตว์เดินออกมาดูปลา สนใจปลาปากกว้างตัวนั้นจึงถามราคาว่า
" ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่จ้ะ "
" ผมขายให้ ๒๘ บาทละกันครับ " ชาวประมงตอบ
เขาจึงซื้อปลาตัวนั้นไปมอบให้ภรรยาปรุงอาหาร พอภรรยาผ่าท้องปลาเท่านั้นก็พบถุงเงินจึงมอบให้เขา เขาเปิดดูเห็นตราประทับห่อของตนก็จำได้ จึงนั่งคิดแปลกใจอยู่คนเดียวว่า
" แปลกจัง ชาวประมงร้องขายปลาให้คนอื่น ๑,๗๐๐ บาท แต่ขายให้เราเพียง ๒๘ บาท เราได้เงินคืนมาเพราะอะไรหนอ "
ขณะนั้น เทวดาได้ปรากฏร่างยืนอยู่ในอากาศพูดว่า
" เราเป็นเทวดาประจำแม่น้ำคงคา ท่านให้อาหารปลาวันนั้นแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เรา เราจึงขอมอบทรัพย์แก่ท่านคืน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแผนการณ์ของน้องชายท่านเอง ชื่อว่าความเจริญย่อมไม่เกิดแก่คนผู้มีจิตคิดร้ายผู้อื่น "
แล้วได้กล่าวคาถาว่า
" ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องและของพ่อแม่
ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา "
กล่าวคาถาจบก็หายร่างไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผลบุญกุศลช่วยให้ผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายได้รับของคืน แม้เทวดาก็สรรเสริญยกย่อง
February 26th, 2009
วิธีการหลอกลวง
Published on February 26th, 2009 @ 03:46:41 pm , using 0 words, No views
วิธีการหลอกลวง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุลูกศิษย์ของพระสารีบุตรผู้ถามถึงวิธีการได้ลาภสักการะด้วยการหลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ คน ตั้งสำนักเรียนอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปถามถึงวิธีได้เงินทองว่า " อาจารย์ครับ ผมเรียนใกล้จะจบแล้ว ผมอยากทราบว่าชาวโลกเขา มีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรครับ " อาจารย์ตอบว่า " ฟังนะเธอ ชาวโลกเขามีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลย อยู่ ๔ วิธี คือ
"ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนพูดส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนพูดส่อเสียด
ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนพูดพล่อยทำเป็นเหมือนคนพูดพล่อย
ย่อมได้เงินทองจากคนผู้หลงงมงาย นี่เป็นคำสอนสำหรับเธอ "
" มันมีความหมายว่าอย่างไรครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ " ลูกศิษย์ซักไซ้ต่อ อาจารย์จึงอธิบายให้ฟังว่า " คนบ้า ผู้คนมักจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เขาจะหยิบฉวยอะไรไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ขนม หรือเงินทอง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่กลัวนรก มีความโกรธ ถูกตัณหาครอบงำ ย่อมทำกรรมชั่วทุกอย่าง ได้เช่นกันกับคนบ้า เขาจะแสวงหาเงินทองมาด้วยวิธีการแบบคนบ้า
คนพูดส่อเสียด ย่อมสามารถพูดคำไม่เป็นจริงให้เป็นจริงได้ สามารถใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นให้เสียหายได้ ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องรู้จักพูดส่อเสียด
นักฟ้อนรำ ย่อมไม่มีหิริโอตตัปปะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์มา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
คนพูดพล่อย ย่อมทำตัวเป็นคนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผู้คนกลัวคนผู้นี้จะประจานจึงมอบทรัพย์ให้เขาเพื่อปิดปาก ทรัพย์จำนวนมากจึงเกิดขึ้นแก่เขา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทอง จึงต้องรู้จักเป็นคนพูดพล่อย "
ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วจึงพูดตำหนิวิธีการหลอกลวงให้ได้ลาภมาโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมว่า " อาจารย์ครับ ถ้าเป้นเช่นนี้การออกบวชจะประเสริฐกว่าการแสวงหาลาภโดยไม่มีคุณธรรมเลย " ว่าแล้วจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนตราบเท่าชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
วิธีการหลอกลวงของผู้คนในโลกนี้มีอยู่ ๔ วิธีหลัก ให้พึงระวังเข้าไว้
February 16th, 2009
มาชูปิกชู
Published on February 16th, 2009 @ 11:21:55 am , using 124 words, 99 views
02/16/09 มาชูปิกชู
มาชูปิกชู (Machu Picchu) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เมืองสาบสูญแห่งอินคา" เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาว อินคาในประเทศเปรู
มาชูปิกชู อยู่บนชะง่อนเขาของเทือกเขาแอนดิส 2,253 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นสถานที่ที่ต้องพยายาม อย่างยากลำบากที่จะสร้างเมือง ที่น่าอัศจรรย์มากคือ มาชูปิกชูอยู่สูงมากจนเหมือนอยู่เหนือทุกสิ่ง เปรียบเสมือนเมืองของเทพเจ้า คาดว่ามาชูปิกชูถูกสร้างขึ้นในยุค 1460 โดยผู้เป็นเทวกษัตริย์อินคา
มาชูปิกชูเป็นสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 200 หลัง และมีพลเมืองเกือบ 1,000 คน เผ่าอินคาเป็นนักวิศวกรรมที่ก้าวหน้ามาก พวกเขาสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และระบบระบายน้ำได้อย่างยอดเยี่ยม ที่มาชููปิกชูนี้จะเห็นว่า น้ำจะถูกลำเลียงมาในเมือง และจะถูกกักเก็บไว้อยู่ทางด้านหลังของเมือง หลังจากนั้น น้ำก็จะไหลลงมาตามลำคลอง ตามน้ำตก อย่างมีระบบ
มาชูปิกชู เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความเชื่อกันว่า มาชูปิกชูเป็นถิ่นกำเนิดของหญิงพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้เทพเจ้า แห่งพระสุริยเทพ
ในช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเส้นศูนย์สูตร ชาวอินคากลัวว่าดวงอาทิตย์จะไม่กลับมา จึงพยายามผูกดวงอาทิตย์ ไว้กับโลกโดยการสร้างแท่นนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นที่นั่งให้แก่ดวงอาทิตย์ นอกจากนี้
สำหรับชาวอินคา สายรุ้งก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากชาวอินคาเชื่อว่า
สายรุ้งคือบุตรชายของพระสุริยเทพนั่นเอง
ด้านบนสุดของมาชูปิกชู น่าจะเคยเป็นวิหาร เพราะว่ามีแท่นบูชาที่มีลักษณะพิเศษ ตรงที่แท่นบูชาแกะสลักจากตัวภูเขา ไม่มีใครทราบว่ามีความหมายอะไรสำหรับชาวอินคา บางคนคิดว่าคงจะเกี่ยวกับ การสักการะบูชาพระสุริยเทพ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นนาฬิกาแดดก็เป็นได้
มาชูปิกชูเป็นเหมือนดินแดนที่ถูกเสกขึ้นให้เหมือนดั่งสวรรค์ ชาวอินคาสามารถอยู่อาศัยเป็นหนึ่งเดียว กับธรรมชาติ และสักการะเทพของพวกเขาได้อย่างใกล้
ที่มา http://lionardo.exteen.com/20051123/entry
Uncategorized Leave a comment »
natapon06301
02/16/09 แบล๊คโฮว์
1.แบล๊คโฮว์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีคนทำให้มันเกิดขึ้น
เมื่อ 20000ปีก่อน ยุคดาโดทานิค ได้มียานอวกาศ สวิทเซอร์ครีฟมีน ได้เดินทางผ่าน 5000ล้านปีแสงออกไปอีกดาว ดาวที่ชื่อว่า เนอบุ เวลาก่อนการเดินทางได้ทำการระเบิดขึ้น ยานสวิทเซอร์ครีฟมีน เป็น ยานที่ใหญ่มหาศาล เลยทีเดียว ยานนี้ได้เดินแรงกว่า แสง ได้ทำการเสียดกับ ดาวชิโนบุืซัน ได้ทำการระเบิดขึ้น ในกรณีที่ยาน สวิทเซอร์ครีฟมีน ระเบิด จะเป็นวงกว้างใน 7800741ไมค์ จึงเกิดการหมุนของแสงรวมเป็นแบล๊คโฮว์ที่มีแรงดึงดูดถึง 705700000ริเตอร์ ใน10ปีต่อมา ได้มียานเดินผ่านดาว ชิโนบุซัน ที่แตกกระจายเป็นเศษ ออกไป แล้วเดินไป7000ล้านปีแสง ได้ถึงแบล๊คโฮว์ ได้หายไปในชั่วพริบตา ไม่ถึง1นาที ร่างกายของเจ้ายานนี้ แตกออกไปเศาเล็กๆกระจายออกเป็น 10000ล้านชิ้น
และนี่คือรูปที่เกิดการระเบิดของยาน เป็นวงกว้าง
และนี่ตือยาน สวิทเซอร์ครีฟมีนเมื่อ 7000ล้านปีก่อน
ที่มา http://webboard.gg.in.th/topic/10/14912
2.กรณีของ 3เหลี่ยมเบอบิวด้า 3เหลี่ยมเบอบิวด้าไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีคนสร้างขึ้นในมนุษย์ยุค7500ปี มนุษย์ ยุค 7500 ได้มีการผลิตผงไดออกไซต์คาบอนเมอร์ แล้วเดินทางไปที่สุดขอบโลกใช้เวลาในการเดินทาง 472ปีั แล้วได้มีการหักหมุนของโลกทำให้ ตกลงมาแล้วผงไดออกไซต์หงลงไปในทะเลแอ๊ดแลนติกเป็น 70000กว่าชิ้นประมาณได้ ผงนี้ใน1เศษมีการดึงดูดถึง500 70000 ชิ้นเท่ากับ 70000000000 กว่าๆมิล
ทำให้เกิดเป็น3เหลี่้ยมเบอบิวด้า
และนี่เป็นรูปตอน สารตกลงไปในทะเล ได้เกิดการหมุนอย่างรุนแรงมหาศาล
และนี่คือประเทศ ที่จมอยู่ใต้ทะเล นานถึง 7000ปี
3.กรณีไทเท ที่จม ลง นั้น โดยปกติแล้วชนน้ำแข็งทำให้น้ำเข้าเรือก็จริงแต่ ท่ออัดสูบมี 7ท่อ น้ำสามารถเ้ข้าได้แค่3ท่อ แต่ที่จม ก็เพราะว่าใน มหาสมุทร มีแรงดึงดูดของ 3เหลี่ยมเบอบิวด้าอยู่มาก โดยประมา๊ณว่าการจม จะดูดลงมาแต่ ในความหนักของเรือไทเท มีมาก จึงทำให้เครื่องในเสียเป็นอย่างมาก แล้วก็จมในที่สุด จมไปในก้นทะเล แต่ีที่คนลงไปเพราะตอนนั้นไม่มีคลื่นของ 3เหลี่ยมเบอบิวด้า
Uncategorized Leave a comment »
natapon06301
02/13/09 เนสซี สัตว์ประหลาดใต้น้ำ..
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ของออสเตรเลียรายงานว่า กอร์ดอน โฮล์มส์ พนักงานห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ วัย 55 ปี จากเมืองชิปลีย์ แคว้นยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ สามารถถ่ายวิดีโอสัตว์ประหลาดลึกลับแห่งทะเลสาบล็อคเนสในสกอตแลนด์ หรือที่เรียกกันว่า "เนสซี" (Nessie) ได้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมปีเดียวกัน โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเฝ้าดู "เนสซี" ระบุว่า เป็นวิดีโอที่ดีและเห็นชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยถ่ายได้
ทั้งนี้ โฮล์มส์กล่าวว่า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีดำ ความยาวประมาณ 15 เมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในผืนน้ำ ขณะที่ทะเลสาบล็อคเนสนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและตำนานที่เล่าขานกันมา เนื่องจากเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ และมีความลึกถึง 230 เมตร
อย่างไรก็ตาม ตำนานของเนสซีถูกบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.1108 (ค.ศ.565) โดยนักบุญโคลัมบา หนึ่งในผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ช ออฟ สกอตแลนด์ แต่หลังจากที่ศัลยแพทย์รายหนึ่งสามารถถ่ายภาพของมันได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2477 ก็มีผู้อ้างว่าได้เคยเห็นเนสซีกว่า 4,000 ครั้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เริ่มมีผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องของเนสซีอย่างจริงจังมากขึ้น
ถึงกระนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับ เนสซี ก็มีทั้งผู้ที่เชื่อ และผู้ที่ไม่เชื่อ โดยผู้ที่เชื่อ เชื่อว่าเนสซีอาจเป็นไดโนเสาร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบล็อคเนสในยุคโบราณนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน ไดโนเสาร์ในสมัยนั้นอาจเข้ามาอยู่อาศัย จนสภาพของพื้นที่เปลี่ยนไปกลายเป็นพื้นที่ปิด และปราศจากสิ่งรบกวน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนี้จึงยังหลงเหลืออยู่ และมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งแรกที่เข้ามาอาศัย ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งน้ำหรือทะเลสาบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบล็อคเนสที่อื่นๆ และบริเวณใกล้เคียงกัน ก็มีรายงานการพบสิ่งประหลาดที่คล้ายกับเนสซีด้วย
ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เชื่อ เชื่อว่ารูปถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่มีผู้บันทึกได้นั้น อาจไม่เกี่ยวกับเนสซีเลย และทั้งหมดทำขึ้นก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังขึ้น โดยบางรูปเชื่อว่าเป็นเพียงหางของตัวนากที่กำลังดำน้ำ หรือเป็นขอนไม้หรือวัสดุต่างๆ ที่กำลังลอยน้ำอยู่ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีผู้ที่อ้างว่าถ่ายรูปเนสซีได้รายหนึ่ง เปิดเผยว่า แท้ที่จริงแล้วรูปถ่ายเนสซีนั้น เป็นเพียงเรื่องแหกตาที่ตนกับพ่อเลี้ยงสร้างขึ้นนั่นเอง
ทุกวันนี้... เรื่องราวของเนสซีก็ยังเป็นเรื่องลึกลับที่เป็นที่สนใจของคนทั้งโลก มีผู้ไปสำรวจและศึกษามากมาย แต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้หลักฐานของเนสซีที่หนักแน่นสักราย อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของเนสซีก็สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลสกอตแลนด์และชุมนุมใกล้เคียง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก
ในขณะเดียวกัน ก็กำลังมีภาพยนตร์แนวผจญภัย แฟนตาซี สุดตระการตาเรื่อง The Water Horse: Legend of the Deep "อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร" ฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ขณะนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นการนำเอาเรื่องราวของเจ้า "เนสซี" (Nessie) มานำเสนอในรูปแบบการผจญภัยเหนือจินตนาการ โดยเริ่มเรื่องที่เด็กน้อยชาวสกอตแลนด์ ค้นพบ "ไข่พิศวง" แล้วตัดสินใจนำมันกลับบ้าน โดยไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับ "วอเตอร์ฮอสส์" สัตว์ลี้ลับในตำนานทะเลสาบสกอตแลนด์ การตัดสินใจครั้งนั้นนำพาเขาไปสู่เส้นทางการค้นพบสุดอัศจรรย์ และการผจญภัยที่เต็มไปด้วยอันตรายรออยู่เบื้องหน้า เด็กน้อยต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความลี้ลับใต้ท้องทะเลสาบนี้ก่อนที่ "วอเตอร์ฮอส" จะกลายเป็นแค่ตำนานไปจริงๆ
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/21846
Uncategorized Leave a comment »
natapon06301
02/12/09 เปิดตำนานซีอุย...
มนุษย์สุดสยองเปิดตำนาน.................."ซีอุย"มนุษย์กินคน
"ซีอุย" หรือนายซีอุย แซ่อึ้ง ชาวจีนโพ้นทะเล ที่เข้ามาอยู่เมืองไทยเมื่อ 50 กว่าปีก่อน
ซีอุยสร้างตำนานวิปริตสุดสยองด้วยการลวงเด็กชาย-หญิงไปฆ่าผ่าท้องควักตับไตไส้พุงออกมาต้มกิน!!!
ระหว่างปีพ.ศ.2497-2501 ซีอุยก่อเหตุถึง 7 คดี เป็นคดีฆ่า 6 คดีและพยายามฆ่า 1 คดี เหยื่อเป็นเด็กหญิง 6
คน
และชาย 1 คนอายุระหว่าง 5-10 ขวบ
โดยคดีสุดท้ายคือฆาตกรรมด.ช.สมบุญ บุณยกาญจน์ อายุ 8 ขวบ ที่ต.เขาไผ่ อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 27
มกราคม 2501
คดีนี้เป็นคดีเดียวที่มีพยานหลักฐานชัดเจน และจับได้ขณะที่ซีอุยพยายามทำลายศพ
กระทั่งนำไปสู่คำสารภาพในคดีอื่นๆ
อีก 6 คดีก่อนหน้านี้!??
ก่อนที่ซีอุยจะถูกจับกุมมีเด็กชาย-หญิงหลายจังหวัดถูกฆ่าผ่าท้อง
แต่ไม่มีเบาะแสสาวไปถึงฆาตกรแม้แต่ครั้งเดียว
มีเพียงรายแรกซึ่งเป็นรายเดียวที่รอดชีวิตมาได้ โดยหลบหนีเข้าไปในป่าไผ่ทำให้ซีอุยตามเข้าไปไม่ได้
แจ้งกับตำรวจว่าฆาตกร
เป็นคนจีน รูปร่างสันทัด ตัดผมสั้นเกรียน
แต่เพลานั้นเป็นช่วงที่มีชาวจีนนั่งเรือ หนีความยากจนจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเมืองไทยจำนวนมาก
และแทบทุกคนมีลักษณะ
คล้ายกับคนร้ายที่เหยื่อให้การ
จนมาถึงรายของด.ช.สมบุญ ซึ่งซีอุยมาทำงานสวนกับพ่อแม่ของเหยื่อ และเพียง 5
วันเท่านั้นซีอุยก็ลงมือขณะที่อยู่กับเด็ก
เพียงลำพัง จนเมื่อพ่อ-แม่เด็กกลับมาถึงบ้านและไม่พบทั้งลูกชายและลูกจ้าง!??
ตำรวจออกติดตามจับกุมซีอุยได้ขณะพยายามทำลายศพเด็ก จึงคุมตัวมาสอบสวนผ่านล่าม
ซึ่งซีอุยให้การสารภาพและยอมรับ
อีก 6 คดีที่ก่อเหตุเอาไว้ด้วย
และเมื่อตำรวจเรียกเด็กหญิงคนแรกที่รอดคมมีดมาดูตัว ก็ชี้ยืนยันว่าซีอุยคือคนร้ายที่พยายามสังหารเธอ!??
จากคำให้การของซีอุย พบว่าขึ้นเรือจากเมืองซัวเถาเข้าเมืองไทยทางต.ทับสะแก จ.ประจวบฯ เมื่อปีพ.ศ.2489
โดยมีญาติที่
หลบหนีมาก่อนมารอรับและทำเรื่องรับรองให้อยู่เมืองไทยได้
จากนั้นซีอุยก็เดินทางไปโน่นมานี่หลายจังหวัด ก่อนที่จะย้อนกลับมาปักหลักช่วยทำสวนกับญาติที่ต.ทับสะแก
อ.เมือง จ.ประจวบฯ
ที่นี่เองซีอุยลงมือฆ่าเด็ก 3 ราย และพยายามฆ่า 1 ราย
รายแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2497 ซีอุยพยายามฆ่าด.ญ.บังอร ภมรสุต อายุ 8 ขวบ
ขณะที่เด็กหญิงออกไปซื้อของ
ในตอนค่ำ และถูกซีอุยดักฉุดจากนั้นพยายามแทงคอแต่เด็กดิ้นจึงไม่ถูกจุดสำคัญ
ทำให้ซีอุยโมโหจับโยนเข้าไปในกอไผ่
พลอยทำให้ตัวเองไม่สามารถตามเข้าไปทำร้ายได้!??
ถัดมาวันที่ 9 พฤษภาคม ปีเดียวกัน ซีอุยลงมือสำเร็จด้วยการฆ่าด.ญ.นิด แซ่ภู่ อายุ 10 ขวบ
ซีอุยใช้ขนมล่อเด็กออกมาจากงานวัด
แห่งหนึ่ง ก่อนอุ้มเข้าป่าแทงคอจนเสียชีวิต และผ่าท้องควักเอาหัวใจกับตับกลับมาต้มกินที่บ้าน
รายที่ 3 คือด.ญ.ลิ้มเฮียง แซ่เล้า อายุ 9 ขวบ ชาวต.ทับสะแกเช่นกัน ถูกฆ่าลักษณะเดียวกับรายที่ 2
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปีเดียวกัน
ถัดมาวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ซีอุยก็ลงมือสังหารด.ญ.หงั่น แซ่ลี้ อายุ 10 ขวบ ที่ต.สามร้อยยอด
จากนั้นซีอุยหลบหนีออกจากพื้นที่เข้ากรุงเทพฯ และก่อเหตุอีกครั้งบริเวณสถานีรถไฟสวนจิตรลดา
ด้วยการฆ่าด.ญ.ลี่จู แซ่ตั้ง
อายุ 5 ขวบ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน นับเป็นเหยื่อรายที่ 5
ซีอุยหนีจากกรุงเทพฯมาทำงานที่นครปฐม และก่อเหตุฆ่าเหยื่ออีกรายคือด.ญ.ซิ่วจู แซ่ตั้ง อายุ 7 ขวบ
บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2500
แต่ฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทย ก็ยุติบทบาทมนุษย์กินเด็กนานเกือบ 1 ปี
ก่อนที่จะมาก่อเหตุครั้งสุดท้ายที่จ.ระยอง
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2501 กระทั่งถูกจับกุมได้
คำสารภาพของซีอุยนำมาสู่คำตัดสินประหารชีวิต และถูกยิงเป้าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2502
ก่อนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
จะทำเรื่องขอศพไปตรวจสอบสมอง
คณะแพทย์เก็บรักษาศพฆาตกรต่อเนื่องอยู่ในพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ ตึกอดุลยเดชวิกรม โรงพยาบาลศิริราช
ซึ่งเป็นที่เก็บหลักฐาน
ทางคดีสำคัญๆมากมาย เช่น นวลฉวี ฯลฯ
แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือศพของซีอุยนั่นเอง
จนมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า"พิพิธภัณฑ์ซีอุย"มาจนทุกวันนี้
สิ่งที่น่าสนใจในคดีซีอุย เกิดขึ้นในอีกหลายสิบปีให้หลัง
มีการรื้อข้อมูลเก่าๆขึ้นมาตรวจสอบและตั้งคำถามว่า
"ซีอุยเป็นฆาตกรจิตวิปริต หรือเป็นเพียงแพะรับบาป"!??
โดยมีการจับพิรุธและตั้งข้อสังเกตคดีนี้หลายประการด้วยกัน เริ่มจากคำให้การที่สับสนของซีอุยเอง
ตั้งแต่การเข้ามาเมืองไทยว่าขึ้นฝั่ง
ไทยที่ต.ทับสะแก หรือกรุงเทพฯกันแน่
หรือการรับสารภาพในคดีก่อนที่จ.ระยอง อีก 6 คดี เพราะถูกหลอกหรือเป็นความเข้าใจผิดของซีอุย
ว่าหากรับสารภาพไปแล้วจะถูก
ส่งตัวกลับประเทศจีนเท่านั้น!??
เนื่องจาก 6 คดีก่อนหน้านี้ตำรวจไม่มีหลักฐานใดๆระบุเลยว่าซีอุยคือฆาตกร
นอกจากคำรับสารภาพของเจ้าตัวเท่านั้น
และคำรับสารภาพก็สับสน และบางเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเกิดเหตุอีกด้วย!??
ไม่เพียงเท่านั้นในจำนวน 6 ศพที่ซีอุยก่อเหตุ มีบางศพที่ไม่ได้ถูกควักหัวใจและตับออกมากิน
ซึ่งน่าจะผิดวิสัยในการฆาตกรรม
เพราะระบุกันว่าซีอุยฆ่าเด็กเพราะต้องการกินอวัยวะภายใน
อีกจุดหนึ่งก็คือรอยต่อเรื่องเวลาระหว่างคดีที่ 6 กับคดีที่ 7 ทิ้งช่วงห่างกันนานเกือบ 1 ปี
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ซีอุยก่อเหตุถึง 6 คดีซ้อนๆ
ในเวลาไม่ถึง 1 ปี
หรือ 4 คดีแรกที่เกิดยังต.ทับสะแก โดยเฉพาะคดีแรกที่เหยื่อรอดตายมาได้
กลับไม่มีความพยายามที่จะติดตามคนร้าย
ปล่อยให้ซีอุยลอยนวลและอยู่ในพื้นที่ก่อเหตุอีก 3 ครั้งซ้อน
มีการตั้งข้อสังเกตไว้มากมายหลายเรื่อง และบางเรื่องหาข้อพิสูจน์ไม่ได้แม้ในปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ตามฝ่ายที่เชื่อว่าซีอุยคือฆาตกรแน่นอน ยกสิ่งสำคัญที่สุดออกมาหักล้าง
ตั้งแต่ซีอุยถูกจับกุม ก็ไม่มีคดีวิปริตแบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย!??
ที่มา http://www.pantown.com/market.php?id=8040&name=market2&area=&topic=15&action=view
Uncategorized Leave a comment »
natapon06301
02/12/09 Hope Diamond เพชรต้องสาป ?
เพชร นอกจากจะสวยงาม เป็นสิ่งล้ำค่าหายากแล้ว ยังผูกพันธ์อยู่กับความเชื่อมากมาย เพชร "โฮป" เพชรสีน้ำเงินเข้มเม็ดนี้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ได้รับการกล่าวขานมาเนิ่นนาน
โฮปไดอามอนด์ ปรากฏตัวเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1660 (บางเอกสารกล่าวว่าปี 1661) ว่ากันว่า เพชรโฮปมาจากดวงตาของเทวรูปในวัดริมแม่น้ำโคเลอรูน (Coleroon) ในอินเดีย เพชรหนัก 112 กะรัต(22.44 กรัม) เม็ดนี้ ถูกขุดพบในเหมืองคอลเลอร์ (Kollur mine) ในกอลคอนดา เป็นเพชรที่หายากและมีสีน้ำเงินเหมือนสีไพลินเข้ม ชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย (Jean-Baptist Tavernier) พ่อค้าเพชรชื่อดังชาวฝรั่งเศส ซื้อเพชรนี้มาและลักลอบนำเข้าไปยังกรุงปารีสใน ค.ศ. 1668
* ตามตำนานกล่าวว่าตาแวร์นีเย ป่วยตายหรือไม่ก็ถูกหมาป่ากินเพราะเพชรต้องสาปนักบวชของวิหารจึงตั้งคำสาปทุกคนที่มา
เป็นเจ้าของเพชร แต่ในความจริงทาเวอร์เนียมีชีวิตอยู่ตามปกติจนเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 84 ปี
ปี 1668 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซื้อเพชรจากทาเวอร์เนีย ด้วยราคา 3,000,000 เพชรถูกเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำรูปทรงสามเหลี่ยมหนัก 67.5 กะรัต โดยนายเปเตออง (Petean) และเป็นที่รู้จักในนาม "เพชรตาแวร์นีเยสีฟ้า" (The Tavernier Blue) เพชรสีน้ำเงินฝรั่งเศส (The French blue) หรือเพชรสีน้ำเงินแห่งมงกุฎ (The Blue Diamond of the Crown) เพื่อใช้ติดกับเสื้อคลุมในงานพิธี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชทานนามใหม่ให้กับเพชรว่า French Blue
* ตำนานกล่าวว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีโอกาสใส่เพชรนี้เพียงครั้งเดียวก่อนจะป่วยตายด้วยโรคระบาด คนรักของพระองค์ที่ได้รับเพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญก็ถูกขับออกจากราชสำนักในภายหลังเนื
่องจากวางแผนจะวางยาพิษราชินี
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมอบเพชรให้แก่มาดาม เดอ มงเตสปอง (Madam de Montespan) แต่ไม่นานหลังจากนั้นนางก็กลายเป็นที่เกลียดชังของราชสำนัก เพชรฝรั่งเศสสีน้ำเงินนี้ ได้หายไปในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 หลังจากการปล้นเพชรครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คลังเก็บสมบัติแห่งชาติ (The National Garde Meuble) ใน ค.ศ. 1812
*เคราะห์กรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับพระนางมารีอังตัวเน็ตนั้นมีชื่อเสียงเกินพอจนไม่มีอะไรจะให้พูดถึง และมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงซึ่งเคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารีอังตัวเน็ตมาใส่บ่อยๆก็
ถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณ
*ปี 1792 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส มีกลุ่มหัวขโมยบุกเข้าปล้นเพชรจากราชวังที่ปิดตายอยู่ ในระหว่างนี้เพชรถูกตัดให้เล็กลงอีกเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยที่มาจนเหลือขนาด 44.50 กะรัต
บันทึกความทรงจำของจอห์น ฟรานซิลลอน (john Francillon) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอนเขียนไว้ว่า เพชรสีน้ำเงินหนัก 45-52 กะรัตได้ปรากฏขึ้นใน ค.ศ. 1830 ที่อังกฤษ โดย เดเนียล แอเลียสัน (Denial Eligson) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอน เขาเปลี่ยนรูปแบบการเจียระไนเป็นรูปหมอนและขายให้แก่เฮนรี ทอมัส โฮป (Henty Thomus Hope) นักการธนาคารชาวอังกฤษ ดังนั้นเพชรสีน้ำเงินจึงได้ชื่อใหม่ตามชื่อของเขาคือ เพชร "โฮป" โฮป เพชรถูกทำเป็นเข็มกลัด และตกทอดผ่านลูกหลานตระกูลโฮปไปอีกหลายรุ่น
*ตำนานกล่าวว่าหลังจากถูกขโมย เพชรถูกขายให้กับช่างเจียระไนเพชรในอัมสเตอร์ดัมส์ ซึ่งลูกชายของช่างที่ขโมยออกมาขายก็เกิดคลุ้มคลั่งจนฆ่าตัวตายไป ส่วนเอเรียสันนั้นถูกกล่าวว่าตกม้าตายหลังจากซื้อเพชรมาไว้ในครอบครอง
ลอร์ดฟรานซิส เพลแฮม คลินตัน โฮป (Lord Francis Pelham Clinton Hope) ซึ่งได้เป็นเจ้าของเพชรของพ่อของเขา ท้ายที่สุดแล้วกลับล้มละลายและเพชรก็ได้หายไปอีกครั้งหนึ่ง
*ภายหลังเมย์ภรรยาเก่าหย่ากับฟรานซิสและใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นไปจนเสียชีวิต เธอกล่าวว่าเคราะห์ร้ายของตัวเองเป็นเพราะโฮปไดอามอนด์ แต่ในความจริงแล้ว ตระกูลโฮปหลายคนเกี่ยวข้องกับเพชรเม็ดนี้และไม่ปรากฏว่ามีใครเคราะห์ร้ายแต่อย่างไร
ปี 1901 ฟรานซิสล้มละลาย จึงขายเพชรต่อให้กับพ่อค้าเพชรในลอนดอนชื่ออดอฟล์ เวล เป็นเงิน 29,000 ปอนด์ ซึ่งอดอฟล์ก็ขายต่อให้กับไซมอน แฟรงเกล พ่อค้าเพชรชาวอเมริกาอีกที
ปี 1908 แฟรงเกลขายเพชรให้กับโซโลมอน ฮาบิบ ชาวกรีก เป็นเงิน 400,000 ดอลล่าร์
ปี 1909 ฮาบิบเอาเพชรออกขายในงานประมูลเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และพ่อค้าเพชรโรสนัวก็เป็นผู้ซื้อไปก่อนจะขายให้กับปีแยร์ การ์ตีเย ในปี 1910 เป็นเงิน 550,000 ฟรัง
* ตำนานกล่าวว่าพ่อค้าเพชรซึ่งซื้อโฮปไดอามอนด์ (ไม่มีการระบุชื่อ) ยิงตัวตาย และเจ้าของคนถัดมาเป็นเจ้าชายรัซเซีย ซึ่งคนรักที่เป็นนักร้องถูกยิงตายระหว่างการแสดง ตัวเจ้าชายเองถูกกลุ่มปฏิวัติลอบสังหาร พ่อค้าชาวอียิปต์เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถไฟ ตอนที่พ่อค้าชาวกรีกขายเพชรนี้ เขาก็กำลังจะล้มละลาย
ต่อมาปีแยร์ การ์ตีเย (Pierre Cartier) พ่อค้าเพชรชาวปารีส ได้ขายเพชรโฮปผ่านทางสุลต่านอับดุล-ฮามิด (Abdul - Hamid)
*เพชรตกเป็นของสุลต่านแห่งตุรกี อับดุล ฮามิดที่ 2 ในตอนนั้นอาณาจักรออสมันด์กำลังจะล่ม พระองค์จึงถูกเรียกว่าเป็น"ราชาที่ถูกเพชรสาป"
ต่อมาอาณาจักรออสมันด์ของฮามิดล่มสลาย เพชรจึงถูกนำมาประมูลขายมาใช้หนี้ โดยปิแอร์ คาร์เทียร์เป็นผู้ได้เพชรเม็ดในปี 1950 เป็นเงิน 550,000 ฟรัง และปี 1911 จึงตกแต่งเพชรขายให้กับ วิลเลียม แมกลีน (William Mclean) คนสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ แล้วเพชรเม็ดนี้ก็ถูกนำไปที่สหรัฐอเมริกา แมกลีน ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ซื้อเพชรมาด้วยราคา 154,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภรรยาของแมกลีนต้องการให้พระทำพิธีขับไล่ผีในเพชรก่อน พิธีนี้จึงได้มีขึ้นและเธอก็ป่าวประกาศว่ามี "ฟ้าผ่าและฟ้าแลบในระหว่างพิธี" ด้วย หลังจากนั้นเธอจึงค่อยสวมใส่เพชรเม็ดนี้
*โชคร้ายที่ดูเหมือนคำสาปในเพชรยังคงมีอยู่ ใน ค.ศ. 1918 ลูกชายของแมกลีนอายุ 9 ขวบ หลุดรอดจากการดูแลของบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและถูกรถคันหนึ่งชนเสียชีวิต แมกลีนจึงดื่มเหล้าและหลังจากนั้นไม่กี่เดือนลูกสาวคนเดียวของพวกเขาก็ปลิดชีพตัวเอง
โดยใช้ยานอนหลับ
ใน ค.ศ. 1949 หลังจากที่ภรรยาของแมกลีนเสียชีวิตแล้ว แฮร์รี วินสตัน (Harry Winston) พ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ก ได้ซื้อเพชรโฮปไปด้วยราคา 180,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปเพิ่มชุดสะสมส่วนตัวของเขา
*ตำนานกล่าวว่าแม่ของแมคลีนเสียชีวิตหลังจากซื้อเพชรมาได้ไม่นานนัก ในไม่ช้าคนใช้ 2 คนก็เสียชีวิต ตามด้วยลูกชายวัย 10 ปีของเธออีกคน หลังเหตุการณ์นี้ เอวาลินหย่าจากเอ็ดวาร์ด ซึ่งตัวเอ็ดวาร์ดเอง หลังจากป่วยมีอาการทางจิตก็เข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่นั่น ลูกสาวเพียงคนเดียวของเอวาลีนตายเนื่องจากทานยานอนหลับเกินขนาด เอวาลีนพยายามแก้เคล็ดด้วยการไปอธิษฐานในโบสถ์ แต่ก็ไม่เป็นผลและต้องเสียครอบครัวทั้งหมดไป (ในความเป็นจริง ยังมีหลานอยู่รับกรรมสิทธิ์ต่อ)
ใน ค.ศ. 1958 เอดนา วินสตัน (Edna Winston) ได้บริจาคเพชรเม็ดนี้ให้แก่สถาบันสมิทโซเนียนในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นที่ที่จัดแสดงเพชรจนถึงปัจจุบัน
*อันนี้ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่มีการกล่าวว่าแฮรี่ส่งโฮปไดอามอนด์ให้กับพิพิทธพันธ์ด้วยการใส่ซองส่งไปทางพัสดุไ
ปรษณีย์ธรรมดา โดยจ่ายค่าประกันเป็นเงินเพียง 160 ดอลล่าร์