01/29/12

Permalink 01:21:30 am, Categories: ไอทีน่ารู้

UltraBook คืออะไร?

Ultrabook คือ Notebook รุ่นใหม่ที่กำลังจะเป็นกระแสมาแรงในปี 2012 ไม่เน้นในเรื่องประสิทธิภาพความแรงของ Hardware แต่จะเน้นในเรื่องการออกแบบใหม่ทั้งดีไซน์ตัวเครื่องที่ต้องการความบางเบา พกพาได้สะดวก น้ำหนักเบา (ประมาณ 1 ก.ก.)

- เน้นการประหยัดพลังงานของ CPU ที่ใช้ประมวลผล (ตอนนี้ยังใช้ CPU จากฝั่ง Intel แต่มีข่าวว่าทาง AMD พร้อมที่จะส่งชิพเซทสำหรับ Ultrabook ออกว่างจำหน่ายแล้วเช่นกัน)

- Harddisk แบบ SSD (Solid State Drive) ที่มีความเร็วในการจัดเก็บข้อมูลกว่า Harddisk แบบเดิมถึง 100 เท่าและสร้างความร้อนน้อยกว่า Harddisk แบบจานหมุนรุ่นเก่า

macbook air

- สามารถเปิดเครื่องใช้งานได้ทันทีแบบ Tablet พอปิดฝาพัดเครื่องก็จะเข้าสู่ Sleep Mode และสามารถ Stand by โดยที่ไม่ต้องปิดเครื่องได้นานหลายวัน

Ultrabook ต่างกับ Netbook และ Tablet ตรงที่สามารถทำงานในระบบปฏิบัติการแบบคอมพิวเตอร์ทั่วไปทั้ง Window7 OS หรือ Window8 , Mac OSX, Linux มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ Laptop รุ่นเดิมๆ

ต่างกับ Netbook ที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากนอกจากใช้ Internet และ พิมพ์งาน หรือ Tablet ที่สะดวกในการพกพาแต่มีข้อจำกัดในเรื่องของโปรแกรมที่ใช้งาน

สเปคในเบื้องต้นที่ทาง Intel กำหนดไว้ว่าเป็น Ultrabook ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ต้องมีขนาดตัวเครื่องบางกว่า 21 มม.
- น้ำหนักเบา ประมาณ 1 กก.
- แบตเตอรี่ 5-8 ชั่วโมง
- ราคาประมาณ 30,000 บาท
- ไม่มี Optical Drive
- ใช้ที่เก็บข้อมูลแบบ SSD
- ใช้ CPU สถาปัตยกรรม Intel Sandy Bridge Mobile Processor
- มีหน่วยประมวลกราฟิคในตัว (Intel HD3000)
- รองรับ USB 3.0, PCI Express 3.0
- มีระบบความปลอดภัย และการระบุตัวตน
- เริ่มต้นใช้งานได้รวดเร็ว
(อ้างอิงจาก http://www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=466251&PN=1)

สำหรับ ข้อเสียของ Ultrabook นั้นก็คงจะเป็นราคาที่ค่อนข้างจะสูงกว่า NoteBook หรือ Laptop ปกติอยู่พอสมควร ราคาเริ่มต้นของ Ultrabook จะอยู่ที่ 30,000 บาทขึ้นไป และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลค่อนข้างน้อยเพราะ Harddisk SSD ความจุสูงๆนั้นยังมีราคาแพง (ในส่วนนี้สามารถใช้ Harddisk External ทดแทนได้)

มาดูกันว่าหน้าตาของ Ultrabook ที่ว่ามานี้จะมีแบบไหนกันบ้างนะครับ

macbook air

MacBook Air

ต้นแบบของ Utrabook ที่กำลังจะออกวางตลาด Macbook Air มาพร้อมๆกับ CPU dual-core Intel Core i7 ความเร็วสูงสุด 1.8GHz, ตัวเครื่องบาง 0.3 ถึง 1.7 cm, จอภาพ 11.6 นิ้ว LED-backlit glossy widescreen, Graphic Ship : Intel HD Graphics 3000, flash storage สูงสุด 256GB, Ram 2GB หรือ 4GB, แบตเตอรีใช้งานไร้สายได้นานที่สุด 5 ชม

macbook air

ส่วน Ultrabook ของแบรนด์ต่างๆที่วางตลาดแล้วและที่มีกำหนดจะวางตลาดภายในปี 2012 ที่น่าสนใจ มีดังนี้

Dell XPS 13

Dell XPS 13

Dell XPS 13

Acer Aspire S5

Acer Aspire S5

Acer Aspire S5

Samsung Series 9

(ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,399 หรือประมาณ 40,000 บาท)

Samsung Series 9

Samsung Series 9

Samsung Series 9

HP Envy 14

(ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,400 หรือประมาณ 40,000 บาท)

Samsung Series 9

Samsung Series 9

Lenovo Idea Pad Yoga

Samsung Series 9

Samsung Series 9

ที่มาภาพจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Solid-state_drive

http://www.engadget.com

08/05/11

Permalink 11:48:06 am, Categories: ของเล่นไฮเทค

ช่วงนี้กระแสเทคโนโลยีใหม่อย่าง Tablet เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรากันมากขึ้นนะครับ น้องๆหลายคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าเจ้า Tablet นี้มันสามารถช่วยงานเราได้ขนาดไหน?? ลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบกันครับว่าเจ้า Tablet กับ Netbook นี่แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานของน้องๆมากกว่ากัน จะได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเงินได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

Tablet หรือ Netbook แบบไหนเหมาะกับคุณ

กระแสของเครื่อง Tablet ตอนนี้ในบ้านเราต้องยอมรับว่าค่อนข้างอินเทรนด์มาก ๆ หลังจากที่ทาง Apple ได้นำ iPad เข้ามาขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน และก็ขายในราคาที่คนหิ้วมาขายเห็นแล้วร้อนตัวกันเป็นแถว ตอนนี้ใครผ่านไปแถวร้าน iStudio ก็คงจะเห็นคนเข้าไปมุงดู iPad กันเป็นว่าเล่น ผมเองก็ได้มีโอกาสเบียดเด็กที่มันเล่นหั่นผักเข้าไปลองเล่นดูเหมือนกัน นับว่าเป็นการตื่นตัวทางเทคโนโลยีกันอีกรอบสำหรับบ้านเรา ทำให้ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนบ้าของไฮเทค (แบบพวกคนข้าง ๆ :P ) ได้รับรู้ว่า ตอนนี้กระดานชนวนมันกลับมาแล้ว

แต่ที่เรากำลังเห็นทั้งหมดเป็นแค่กระแสชั่ววูบหรือเปล่า ที่ตอนนี้ทุกคนกำลังอยากได้ Tablet และคิดกันไปว่า Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ๊ก วันนี้ได้โจทย์ให้มาเปรียบเทียบ Tablet กับเน็ตบุ๊ก ที่จริงคำตอบค่อนข้างชัดเจนในตัวมันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้จัก Tablet ลองมาดูกันดีกว่าว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างดีต่างกันอย่างไร อะไรเหมาะสำหรับคุณ

*คำว่า Tablet ผมจะหมายถึงพวกที่ไม่ได้ใช้ Windows นะครับ ส่วนพวก Tablet PC จะนับเข้ากับเน็ตบุ๊ก

Input : ลากง่ายแต่ไม่แม่น

ถ้าให้นึกถึงเครื่อง Tablet ทุกเครื่องจะมีลักษณะเด่นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน คือเครื่องจะมีแต่หน้าจอ ไม่มีคีย์บอร์ดแท้ ๆ ให้เราพิมพ์เหมือนโน้ตบุ๊ก เวลาใช้งานก็ต้องเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าจอ คีย์บอร์ดก็จะเป็นคีย์บอร์ดจำลองที่เรียกกันว่า Virtual Keyboard เวลาที่กดไปก็จะไม่รู้สึกเหมือนกับกดคีย์บอร์ดจริงๆ เพราะหน้าสัมผัสมันก็คือจอภาพเรียบ ๆ คุณจะไม่รู้สึกว่ากดมันลงไปจริง ๆ นอกจากมันจะมีไฟกะพริบ หรือว่าตัวเครื่องมีระบบสั่นให้รู้ว่ากดลงไปแล้ว การที่เครื่องเป็นระบบสัมผัส ทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งาน เช่น การเข้าเว็บก็ไม่ต้องใช้เมาส์เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ แล้วกดให้เสียเวลา อยากจะกดตรงไหนก็เอานิ้วจิ้ม จะเลื่อนหน้าเว็บก็เอานิ้วลากขึ้น ๆ ลง ๆ ระบบการใช้นิ้วเดียวหรือหลาย ๆ นิ้วสั่งงานแบบนี้เรียกกันว่า Gesture หรือแปลสวย ๆ ก็ “อิริยาบถ” ของนิ้วนั่นแหละครับ

แล้วผมพูดถึงเรื่องของคีย์บอร์ดกับนิ้วจิ้มทำไม

ระบบ Input เป็นส่วนที่ทำให้ Tablet ดูน่าสนใจ และทำให้คนอยากจะเอาปาทิ้งได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้เครื่องเอาไว้ดูเว็บ เช็กอีเมล เล่น Facebook กับเพื่อน ๆ หรือดู YouTube เวลาขี้เกียจฟังอาจารย์สอน Tablet ระบบสั่งงานของ Tablet ก็สามารถใช้งานได้อย่างดีเลยละครับ ที่จริงสนุกและดูดีมาก ๆ ด้วย แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณโดนเรียกไปแก้งานละก็ เชื่อได้เลยว่าจะมีคนเกินครึ่งรีบหาคีย์บอร์ดมาเสียบเข้ากับ Tablet ทันที (ถ้าเครื่องนั้นมันเสียบได้นะ) ลองคิดภาพสิครับ ถ้าคุณเสียบ Tablet เข้ากับคีย์บอร์ด มันก็คือเน็ตบุ๊กดี ๆ นั่นเอง เหตุผลหลัก ๆ ก็เป็นเรื่องของตำแหน่งแป้นพิมพ์ และสัมผัสที่แม่นยำกว่าเวลาทำงาน การใช้งานในส่วนของ Touch Pad ที่ติดมากับตัวเน็ตบุ๊ก ก็มีความแม่นยำในการกดมากกว่านิ้วมือด้วย อย่างเช่น ถ้าเราต้องคัดลอกข้อความจากเว็บไปแปะในเอกสารของเรา การนำเมาส์ลากข้อความและกด CTRL + C และ CTRL + V เป็นอะไรที่รวดเร็วกว่ามาก ถ้าต้องใช้นิ้วสั่งงานจากหน้าจอ ไหนกว่าจะเปิดเมนูสั่งว่าจะคัดลอกข้อความ กว่าจะเอานิ้วกะตำแหน่งข้อความแล้วลาก ถ้าเครื่องอ่านตำแหน่งผิด อาจจะต้องเริ่มใหม่แต่แรกก็ได้ สุดท้ายพิมพ์ลงหน้าจอเนี่ย มันกินที่เยอะนะครับ

สรุปก็คือ ระบบสั่งงานของ Tablet สามารถทำงานได้ดีกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดหรือรวดเร็วมากนัก แต่ถ้าหากต้องทำงานจริง ๆ จัง เน็ตบุ๊กที่มีทั้งคีย์บอร์ดและ Touch Pad ติดมาให้เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า รวมทั้งยังสามารถต่อเมาส์หรือปากกาเพื่อการสั่งงานที่แม่นยำมากขึ้นได้ด้วย ส่วนระบบ Gesture นั้น Touch Pad ของบางเครื่องก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน อย่างเช่น Eee PC 900 ที่ผมใช้พิมพ์อยู่ ก็มีให้ใช้มาตั้งสองสามปีแล้ว แต่ถ้าเป็นระบบนิ้วสัมผัสที่หน้าจอ จะสู้เครื่อง Tablet ไม่ได้จริง ๆ ครับ

Portable : พกง่าย แต่มันไม่จบ

พูดถึง Tablet ถ้าไม่บอกว่ามันพกง่ายหายสะดวก ก็คงจะแปลกแล้วใช่ไหมครับ เวลาคุณไปยืนดูหน้าร้าน iStudio แล้วเห็น iPad ขนาด 10 นิ้ว ตั้งอยู่ คุณรู้สึกว่าอยากจะได้มันมาพกแทนโน้ตบุ๊กหนัก ๆ ที่บ้าน ไม่แปลกหรอกครับ ที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่คุณรู้หรือไม่ครับ ว่าหลาย ๆ คนที่คิดแบบนั้น ตอนนี้เอา iPad ตั้งทิ้งไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็ขายทิ้งหมดแล้ว และสุดท้ายก็หันกลับมาแบกเครื่องโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กเหมือนเดิม



ทำไมคนถึงไม่อยากถือ iPad หรือ Tablet อื่น ๆ ล่ะ

ปัญหาจริง ๆ คือ ใช้มันทำงานสู้เครื่องเน็ตบุ๊กไม่ได้ครับ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยากจะอินเทรนด์และทำงานได้ด้วยในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องพกสองเครื่อง และเจ้า iPad มีขนาดตั้ง 10 นิ้วเนี่ยนะ ใครจะไปบ้าแบกสองเครื่อง ก็พกเน็ตบุ๊กเครื่องเดียวทำงานได้ไม่ดีกว่าหรือ นี่ยังไม่นับมือถือที่ต้องเอาห้อยคอไว้อวดชาวบ้านอีก เรื่องของขนาดหน้าจอเนี่ยละ ที่เป็นตัวทำให้คนในบ้านเรา เลิกพก iPad อีกทั้งทาง Steve Jobs ก็ออกมาบอกว่าไม่อยากทำเครื่องที่มีขนาดเล็กลงไปด้วย เดี๋ยวใช้งานไม่ถนัด ก็ไม่เข้าใจแกเหมือนกัน ที iPhone 4 เครื่องเล็กกว่าไม่เห็นบ่นว่าเล็ก ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตามร้านกาแฟบ้านเราจะไม่ค่อยเห็นคนถือ Tablet เล่นแล้วนะครับ แต่จะเป็นเน็ตบุ๊ก โน้ตบุ๊ก หรือมือถือมากกว่า ส่วน Tablet ที่มีขนาดเล็กกว่าในบ้านเรา

สรุปก็คือ Tablet สามารถพกได้ง่ายกว่าเน็ตบุ๊กแน่นอน แต่เนื่องจากมันใช้ทำงานสู้เน็ตบุ๊กไม่ได้ คนเลยพกเน็ตบุ๊กไว้ทำงาน และห้อยมือถือไว้แอบเล่นเน็ตได้จะดีกว่าไหม

Application : ลงได้เหมือน ๆ กัน แต่มันคนละแบบ

จุดที่ทำให้ Tablet อย่าง iPad หรือว่าพวก Andriod เป็นที่นิยมก็คือ มันสามารถลง Application หรือ แอพ หรือ โปรแกรมเพิ่มเติมได้ มันก็เลยตอบสนองวิธีการใช้งานของเรามากขึ้น เช่น คนที่ชอบออนไลน์ ก็อาจจะลงพวก TweetDeck ไว้ช่วยติดตามเพื่อน ๆ จากทั้ง Facebook และ Twitter หรือพวกเว็บอื่น ๆ อย่าง Four Square ได้ด้วย แอพที่ให้ข้อมูลแบบนี้ ทำให้เราไม่ต้องลำบากในการเปิดหน้าเว็บทีละหลายๆ เว็บ หน้าตาของแอพก็ทำให้ดึงดูดใจได้ด้วย การที่มีแอพให้ดาวน์โหลดเพิ่มเติมไม่ว่าจะฟรีหรือเสียสตางค์ เป็นส่วนที่ทำให้ฮาร์ดแวร์พวกนี้สามารถดำรงอยู่ได้จริง ๆ ครับ

สำหรับเครื่องเน็ตบุ๊กในเรื่องของโปรแกรมที่เราสามารถลงได้นั้น อย่างที่รู้ ๆ ว่ามีให้ลงได้ไม่มีหมด สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้หลากหลายกว่ามากไม่ว่าจะเป็นเบราเซอร์ที่มีให้เลือกมากกว่า โปรแกรมพิมพ์เอกสารก็มีเยอะแยะแล้วแต่ว่าชอบเจ้าไหน โปรแกรมดูหนังก็ดูได้ทุกประเภท ไม่ต้องกลัวเปิดไม่ขึ้น ถ้าพูดถึงเกมยิ่งแล้วใหญ่ มีให้เลือกตั้งแต่ Causual Game เล็ก ๆ เหมือนใน iPad อย่าง Angry Bird ไปจนถึงเกมโหดร้ายยิงให้หัวหลุดไว้ก่อนเป็นพอ หรืออยากจะค้าขายยาเสพติดก็มีให้เล่น

สรุปก็คือ แอพขั้นเทพเป็นทางรอดของเครื่อง Tablet เลยทีเดียว แต่ยังไง ๆ Windows ก็ลงโปรแกรมได้กินขาดกว่าอยู่ดี นี่ไม่ได้พูดถึงพวก Linux หรือว่า Emulator เล่นเกมเก่า ๆ อีกนะครับ

Connect : เชื่อมต่อไม่ได้ มันก็กระดานชนวนดี ๆ นั่นเอง

จุดที่ทำให้ Tablet ไม่ได้เกิดจริง ๆ จัง ๆ ในบ้านเรา ไม่ใช่เพราะราคาหรือตัวฮาร์ดแวร์เอง แต่เป็นอินเทอร์เน็ตของเรานั่นแหละครับ ที่บ้านเราไม่มีทั้ง Wi-Fi และ 3G ผู้ใหญ่หลายท่านที่สนใจอยากได้ iPad หรือ Tablet ตัวอื่น ๆ ไว้ใช้งาน เพราะเห็นว่ามันใช้สะดวก พกพาง่าย เป็นเรื่องปกติครับ แต่เวลาซื้อเรามักจะลืมเรื่องของอินเทอร์เน็ตและค่าใช้จ่าย จะซื้อ Tablet หรู ๆ มาทำไมถ้าเดินออกมานอกบ้านแล้วเน็ตหลุด… เอาไว้ฟังเพลงหรือครับ ฟังจากมือถือก็ได้ เอาไว้พิมพ์งานก็พกเน็ตบุ๊กง่ายกว่าไหม เอาไว้ถ่ายรูปก็ซื้อกล้องตัวละสามพันดีกว่า เอาไว้เล่นเกมคงได้ เพราะจอมันใหญ่ แต่ถ้าเป็นผม ผมซื้อ Nintendo DS ครับ ลองมองสถานการณ์อินเทอร์เน็ตในบ้านเรา Wi-Fi ก็ไม่ครอบคลุม ถึงจะมีบริษัทมาบอกว่าติดไว้สองพันกว่าจุด แต่เดินออกมา 50 เมตร สัญญาณก็หลุด Wi-Fi ฟรีอย่าง Green Bangkok ก็ความเร็วก็พอ ๆ กับโมเด็ม 3G บ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ยังได้ยินคนบ่นกว่าเดินสยามแล้วต่อไม่ติดอยู่เลย แล้วถ้าเราซื้อมาแล้วใช้แค่ EGDE/GPRS ล่ะ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ไม่ได้น้อยเลยนะครับ อย่างชุดไม่จำกัดของ iPad แต่ละเดือนก็ปาไปเกือบพันแล้ว นอกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว การต่อพ่วงกับอุปกรณ์อื่น ๆ ก็จำกัดมากๆ คุณไม่สามารถเอา Flash Drive ไปเสียบเข้าเครื่องได้ตรง ๆ ถึงมันจะเสียบการ์ดได้ แต่พวกเราก็พก Flash Drive มากกว่าการ์ดอยู่ดีใช้ไหมครับ

สรุปก็คือ ถ้า Tablet มันต่อเน็ตไม่ได้ มันก็เหมือนกระดานธรรมดา ๆ ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ คุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีอย่างพวกโทรศัพท์มือถือก็แทบจะใช้งานได้ทั้งหมดอยู่แล้ว กลายเป็นว่าซื้อมาแล้วก็ใช้ได้แต่ในบ้าน เขียนมาซะยืดยาวจะเห็นได้ว่า Tablet เองก็เป็นเครื่องที่ทำออกมาสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป อย่างเช่น เล่นเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเราสามารถพกพามันออกไปได้โดยง่าย แต่ขนาดเดียวกันมันก็ต้องการอินเทอร์เน็ต เพื่อจะให้มันใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริง ๆ ซึ่งบ้านเราขาดแคลนอย่างแรง Tablet จึงเหมาะสำหรับเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคนที่มีพวกคอมพิวเตอร์หรือเน็ตบุ๊กไว้ใช้ทำงานอยู่แล้ว เพราะทั้งสองอย่างก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมาะกัน ถ้าคุณคิดจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานเป็นอย่างแรก แนะนำให้ซื้อเน็ตบุ๊กเลยครับ

ขอบคุณบทความดีๆจาก www.notebookspec.com

04/01/11

การเลือกซื้อ จอ LCD ให้คุ้มค่ามากที่สุด

ถ้าคุณมีงบประมาณเหลือเฟือก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับผู้ที่ต้องการให้ทุกบาททุกสตางค์คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากรสนิยมส่วนตัวแล้ว 10 วิธีพื้นฐานนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังกับจอ LCD ซื้อมาเลย

1. ข้อดีและข้อเสียของจอภาพ LCD

จอภาพ LCD นั้นไม่ได้มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง และในบางเรื่อง
ก็ด้อยกว่าจอภาพแบบ CRT ด้วยซ้ำ ดังนั้นคุณต้องทำความเข้าใจและถามตัวเองก่อนว่าต้องการข้อดีและยอมรับกับข้อจำกัด
ของจอภาพได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดรำคาญใจในภายหลัง โดยข้อดีต่างๆ ของจอภาพ LCD ก็คือ

- มีขนาดเล็กและบาง ทำให้ประหยัดพื้นที่ใช้งานมากกว่า
- กินไฟน้อยกว่า
- สบายตากว่าเพราะภาพไม่มีการ Flicker
- (บางรุ่น) หมุนแสดงผลแนวตั้งได้
- น้ำหนักเบาและสามารถแขวนติดฝาผนังได้
- รูปภาพไม่มีการเสียรูปทรง
- ใช้งานพื้นที่เต็มขนาดจอภาพ
- ไม่มีคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์รอบข้างโดยเฉพาะลำโพง

ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกันคือ

- มีมุมองที่จำกัดทั้งในแนวตั้งและแนวนอน
- ความคมชัดจะเปลี่ยนไปตามมุมมอง
- (ในขนาดที่เท่าๆ กับจอ CRT) จะมีราคาสูงกว่า
- (ส่วนใหญ่) มีเงาดำเมื่อภาพเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
- ความละเอียดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานมีเพียงค่าเดียว

2. ขนาดและความละเอียด

จอภาพ LCD แต่ละขนาดจะถูกออกแบบมา โดยให้มีค่าความละเอียดที่เหมาะสมและแสดงภาพได้อย่างชัดเจนเพียงแค่ค่าเดียว
เท่านั้นโดยจะสังเกตได้ว่าผู้ผลิตจะอ้างด้วยข้อความว่า Native Resolution
(จอภาพ CRT ส่วนใหญ่จะระบุด้วยคำว่า ความละเอียดสูงสุด) เช่นจอภาพขนาด 17 นิ้วที่ส่วนใหญ่จะมีความละเอียด 1,280x1,024 พิกเซลหรือขนาด 15 นิ้วที่มีความละเอียด
1,024x768 พิกเซล ดังนั้นคุณจึงควรตรวจสอบความละเอียดที่จอภาพระบุด้วยว่าเพียงพอต่อความต้องการ
หรือไม่ เพราะคุณจะไม่สามารถใช้ความละเอียดอื่นได้ หากต้องการภาพที่มีความชัดเจน

3. ความสว่าง

จอภาพที่ผู้ผลิตอ้างว่ามีความสว่างสูงจะเป็นหลักประกันได้ดีกว่าว่า
คุณสามารถนำจอภาพ LCD ไปใช้งานได้ในทุกๆ ที่โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของสภาพแสงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่โล่งที่มีความสว่างมากๆ อย่างเช่นบนสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งจอภาพที่มีความสว่าง 300Cd/m2
(แคนเดลาร์ต่อตารางเมตรหรือ nits) จะแสดงภาพได้ชัดเจนกว่าและทำให้ไม่ต้องเพ่งมองเหมือนกับจอภาพที่มีความสว่าง
เพียง 175Cd/m2 แต่สำหรับการใช้งานภายในบ้าน ที่ทำงานความสว่างสูงๆ
นี้ก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไป

4. จุดเสีย (Dead Pixels)

ข้อบกพร่องของจอภาพที่พบได้เป็นประจำก็คือ การมีผลึกเซลล์ที่มีหน้าที่สร้าง
จุดสีมีสถานะเป็น ON หรือ OFF แบบถาวรแทนที่จะมีสถานะที่เปลี่ยนไปตามสัญญาณภาพที่ส่งมาแสดงที่หน้าจอ ซึ่งจุดเสียนี้จะเห็นเป็นจุดสีขาวสว่างๆ (หรืออาจเป็นจุดสีดำก็ได้) ดังนั้นก่อนที่คุณจะซื้อให้สอบถามถึงเงื่อนไขการรับประกันและการเปลี่ยนจอภาพใหม่
ให้แทนในกรณีที่จอภาพนั้นๆ มีจุดเสียเกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้ก็ควรตรวจสอบดูก่อน ซึ่งวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดก็คือ การเปิดภาพหรือโปรแกรมใดๆ ก็ได้ที่ทำให้จอภาพแสดงสีขาวได้ทั่วทั้งจอภาพ แล้วจากนั้นให้เปลี่ยนจอเปลี่ยน
ไปแสดงสีดำแทน ซึ่งถ้าจอภาพมีจุดเสียอยู่คุณก็จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน

5. อัตราคอนทราสต์และมุมมอง

ถ้าคุณเลือกจอภาพ LCD ก็ให้ยอมรับกับข้อด้อยในเรื่องมุมมองก่อน แต่ถ้าทำใจลำบากก็ให้คุณตรวจสอบจากหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตดูก่อนว่า จอภาพนั้นมีมุมมองที่กว้างมากพอทั้งในแนวตั้งและแนวนอนหรืออย่างน้อยที่สุด 120 องศาและถ้าเป็นไปได้ก่อนที่คุณจะซื้อให้ทดสอบด้วยการมองด้วยตาเปล่าในมุมต่างๆ แล้วแต่สถานที่จะอำนวย จากนั้นให้สังเกตดูว่าภาพที่เห็นนั้นยังคงมีความชัดเจนอยู่หรืออัตราคอนทราสต์ของ
ภาพยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จริงๆ

6. ความเร็วในการตอบสนอง

คุณสมบัติเฉพาะของจอภาพ LCD ข้อนี้หมายถึงเวลาที่จุดพิกเซลใช้ในการ
เปลี่ยนสถานะ (ON/OFF) หรือถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเวลาที่จุดพิกเซลหนึ่งๆ ใช้ในการเปลี่ยนจากการแสดงสีดำเป็นสีขาว ซึ่งหลายๆ คนน้ำตาตกมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ซื้อจอภาพ LCD มาเล่นเกมสามมิติหรือการแสดงผลในลักษณะอื่นที่ภาพมีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว โดยในจอภาพที่มีความเร็วในการตอบสนองที่ไม่เร็วพอนั้น ภาพที่ได้จะมีลักษณะที่เป็นเงาดำหรือที่เรียกว่า Ghosting เกิดขึ้นตามมาพร้อมกับภาพด้วย ดังนั้นคุณควรเลือกจอภาพที่มีความเร็วสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คือ อย่างน้อย 16 มิลลิวินาทีหากคุณต้องการนำมาใช้งานในลักษณะดังกล่าว

7. การปรับ หมุนและแสดงผลในแนวตั้ง

ความสามารถพิเศษของจอภาพ LCD ที่หาไม่ได้จากจอภาพแบบ CRT ก็คือ การหมุนแสดงผลในแนวตั้งซึ่งการแสดงผลลักษณะนี้จะทำให้คุณสามารถแสดง
หน้าเอกสารต่างๆ หรือหน้าเว็บไซต์ทั้งหน้าได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องคลิกปุ่มเลื่อนขึ้นลง
แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดีคุณสมบัตินี้จะมีเฉพาะจอภาพบางรุ่นที่ออกแบบมาโดย
เฉพาะเท่านั้น นอกจากนั้นคุณควรตรวจสอบก่อนด้วยว่า หลังจากที่หมุนแล้วจอภาพมีระบบล็อคที่แน่นหนา ไม่แกว่งไปแกว่งมาและที่สำคัญคุณยังปรับระยะก้มเงยลักษณะต่างๆ
ได้โดยที่ไม่มีการติดขัดใดๆ

8. ระบบการควบคุม

แม้ว่าจอภาพจะถูกตั้งค่ามาอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ก็บ่อยครั้งที่คุณจำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติมดังนั้น นอกจากระบบอัตโนมัติสำหรับการใช้งานในลักษณะต่างๆ ที่มีให้แล้ว จอภาพควรมีระบบควบคุมที่ใช้งานได้สะดวกด้วยหรืออย่างน้อยปุ่มปรับค่าต่างๆ ก็ควรอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่าย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คุณจะรู้สึกหงุดหงิดมากทีเดียวเมื่อต้องการปรับค่าแต่ละครั้งแม้ว่า
จะต้องการเพียงแค่เพิ่มความสว่างก็ตาม

9. พอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อและแสดงผลโดยใช้สัญญาณภาพในระบบดิจิตอลนั้นจะให้ภาพ
ที่มีคุณภาพสูงกว่าอนาล็อกทั่วไป ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าจอภาพ LCD ที่คุณเลือกทำได้ให้ตรวจสอบด้วยว่านอกจากพอร์ต D-Sub แล้วจอภาพยังม
ีพอร์ต DVI ให้มาด้วย แต่อย่างไรก็ดีหากการ์ดแสดงผลที่คุณใช้ไม่มีพอร์ต DVI-I ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะเลือกใช้จอภาพ LCD ที่มีพอร์ตสำหรับสัญญาณดิจิตอลเช่นนี้

10. การรับประกันจากผู้ขาย

เนื่องจากจอภาพ LCD นั้นไม่แข็งแรงเหมือนกับจอภาพ CRT ดังนั้นคุณควรพิจารณาด้วยว่าจอภาพมีอายุการรับประกันที่นานพอ รวมถึงการส่งซ่อมในกรณีฉุกเฉินและตรวจสอบการเปลี่ยนอะไหล่สำคัญๆ
อย่างเช่นหลอดไฟ Backlight สำหรับการใช้งานในระยะยาวด้วย

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/maomao

03/04/11

Permalink 08:01:27 pm, Categories: ของเล่นไฮเทค

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 พร้อมโปรโมชั่น Apple ลดราคา iPad1 บน Apple Store

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 พร้อมโปรโมชั่น Apple ลดราคา iPad1 บน Apple Store

Apple เปิดตัว iPad2 ที่เปิดตัวมาพร้อมกับไอดอลของเหล่าสาวก apple อย่าง Steve Jobs เปิดตัว iPad2 ที่มาพร้อมๆกับดีไซน์ใหม่ เพรียวบางขึ้นกว่าเดิม มาดูกันว่า iPad2 ที่เปิดตัวออกมามีอะไรบ้างที่ต่างไปจาก iPad รุ่นแรก

- iPad2 จะมีวางจำหน่าย 2 สี คือสีขาว และสีดำ

- ตัวเครื่องบางลงกว่าเดิมเกือบ 30% (iPad1 หนา 0.5" / iPad2 หนา 0.34" )

- iPad2มีนำ้หนักเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย น่าจะถือได้สะดวกกว่าเดิม

iPad1 Wifi หนัก 0.68 กก./ iPad2 Wifi หนัก 0.60 กก.

iPad1 Wifi+3G หนัก 0.73 กก./ iPad2 Wifi+3G หนัก 0.61 กก.

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2

- iPad2 ใช้ CPU Apple A5 1 GZ ที่เป็น Dual Core ทำให้ iPad2 แรงกว่าเดิม 2 เท่า

- กราฟฟิคการ์ดแรงกว่าเดิม 9 เท่า (งานนี้เล่นเกมส์กันมันส์แน่ๆ)

- แบตเตอรี่ความจุเท่าเดิม

- หน้าจอความละเอียดเท่าเดิมคือ 1024x768 ความละเอียดที่ 132 Pixel/inch

- เพิ่มกล้องหน้า - หลังขึ้นมา กล้องด้านหลังสามารถถ่ายวีดีโอแบบ HD ความละเอียดที่ 720p 30 เฟรม/วินาที ซูมได้ 5 เท่า ส่วนกล้องด้านหน้าความละเอียดแค่ระดับ VGA เท่านั้น

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -2

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -3

iPad2 จะมาพร้อมๆกับ IOS 4.3 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 11 มีนาคม 54 นี้พร้อมๆกับการวางจำหน่าย iPad2 ใน Apple Store และ Shop ส่วนสนนราคาสำหรับ iPad2 นั้นทาง Apple ตั้งราคาขายอยู่ที่

iPad2 wifi 16GB 499$
iPad2 wifi 32GB 599$
iPad2 wifi 64GB 699$

iPad2 wifi + 3G 16GB 629$
iPad2 wifi + 3G 32GB 729$
iPad2 wifi + 3G 64GB 829$

นอกจากนี้เจ้า iPad2 ที่กำลังจะออกวางจำหน่ายนั้น จะมาพร้อมๆกับ Accessories ใหม่อย่าง iPad Smart Cover ที่ช่วยให้เปิด-ปิด และใช้งานไอแพดของคุณได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดตัว Application ใหม่ (หน้าเก่า) อย่าง iMovie และ GarageBand เวอร์ชั่นสำหรับไอแพดในราคาที่เรียกว่าถูกมากๆอีกด้วย (4.99$)

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -4
รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -5

iPad2 Tech specs :
9.5" high, 7.3" wide, 0.34" deep, 1.33 lbs in weight. Storage capacity for both WiFi and WiFi+3G models: 16GB, 32GB, 64GB.

Available on AT&T and Verizon (WiFi+3G). Display is 1024x768, 9.7". Rear camera is 720P, front camera is "VGA-quality" for video and still.

ที่มา : โปรโมชั่น

11/08/10

แม้ว่าพวกเราแต่ละคนจะมีเหตุผลในการนำเจ้า Tablet สุดรักของเราไปใช้งานหลายอย่างด้วยกัน แต่ผมมั่นใจว่าคนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคน ใช้ Tablet ในการอ่านการ์ตูนแน่นอน ฮ่าๆ ว่าเข้าไปนั่น จริงๆแล้วตัวผมต้องขอยอมรับอย่างไม่อายก่อนเลยว่า เหตุผลที่จ้องหาซื้อ Tablet ขนาด 7” มาโดยตลอดนี้ ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากที่จะหาอุปกรณ์พกพาซักเครื่องที่จะช่วยให้ชีวิตติดการ อ่าน (การ์ตูน) ของผมราบรื่นและมีความสุขยิ่งขึ้นครับ

และในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Tab นี้เอง แน่นอนเลยว่าสิ่งแรกที่ผมตั้งหน้าตั้งตาทำก่อนอื่นเลย ก็คือการหา โซลูชั่น ที่เหมาะสุดในการอ่านการ์ตูน โดยมีเงื่อนไขอันเข้มงวดที่สุดนั่นคือ ต้อง “ใช้ง่าย”, “ไม่ต้องมานั่งแปลง”, และ “ถ้าให้ดีคืออ่านไฟล์ zip, rar ได้เลย” (ขออภัยนะครับ...ใจรักแต่ขี้เกียจสุดๆ)

ในบรรดาสารพัด app ที่เกี่ยวข้องกับ keyword: manga, comic ทั้งหมดที่ผมได้ลองมา บางตัวก็เน้นไปเชื่อมต่อกับเวปอ่านการ์ตูนออนไลน์ดังๆแบบไม่ต้องมาเปิด browser กันเลย (ซึ่งวันหน้าผมจะมารีวิวอีกทีนะครับ) กับ app ที่เน้นการอ่าน file ที่เรามีอยู่ ทั้งหมดนี้ผมขอยกที่หนึ่งให้กับ app ตัวนี้ตัวเดียวเลยครับ: jjComics Viewer

Best Manga Reader for Galaxy Tab อ่านการ์ตูนให้จุใจด้วย jjComics Viewer

jjComics Viewer นั้นก็เหมือน app ดีๆอื่นๆที่มีมากมายใน Android Market นั่นก็คือ มันฟรีครับ ที่สำคัญเป็น app ที่ได้ 5 ดาวเต็มจากการโหวตจากผู้ใช้ซะด้วย เห็นแค่นี้ก็ดาวโหลดได้อย่างมั่นใจแล้วครับ หน้าตาของโปรแกรมจะง่ายๆ เน้นแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจนนั่นคือ ส่วนของ browsing / navigation ในการเลือกหาไฟล์การ์ตูนที่จะอ่าน และส่วนของการเปิดอ่านนี่เองแหละครับ

ตัว app สามารถรองรับ file รูปได้หลายประเภทมาก และแน่นอนที่พลาดไม่ได้เลยคือมันสามารถอ่านไฟล์ประเภทที่เป็น archive ได้เลย นั่นก็คือไฟล์ .cbr (หรือเอาไฟล์ .rar เปลี่ยนนามสกุลตรงๆเลย) กับ .cbz (ไฟล์ .zip ที่ rename ได้ตรงๆเหมือนกัน) ที่หลายๆ manga viewer บน pc ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วนั่นเองครับ

ในหน้า viewer นั้น เราจะทำการเปลี่ยนหน้าได้โดยการจิ้มได้ที่มุมจอทั้งหมด 7 จุดด้วยกัน โดยตำแหน่งที่ว่านี้เราจะเห็นเป็นปุ่มกลมๆรางๆครับ (ความเข้ม/จางของปุ่มนี้ เราปรับในหน้าตั้งค่าได้) ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ผู้เขียนโปรแกรมไม่ได้ให้ใช้การลากนิ้วในการเปลี่ยนหน้า น่าจะเป็นเพราะต้องการไม่ให้ไปมีปัญหากับการใช้นิ้วคีบย่อขยายรูปครับ

ในระหว่างที่อ่านในหน้า viewer นั้น เราสามารถกดปุ่ม menu เพื่อที่จะเปิดไฟล์อื่น หรือเลือกกระโดดไปหน้าเลขที่เท่าไหร่ได้เลย รวมถึงการวางที่คั่นหนังสือ (bookmark) ได้ด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือ เมื่อเราเปิดอ่านรูปไปถึงหน้าสุดท้ายของไฟล์ / folder นั้น พอกดเปลี่ยนหน้า ตัวโปรแกรมก็จะเปิดไปหน้าแรกของไฟล์ถัดไปให้ทันทีครับ นอกจากนี้เราสามารถเลือกที่จะตั้งค่าว่าเราจะอ่านจาก ขวาไปซ้ายหรือสลับกันก็ได้ เหมาะมากเวลาอ่านบนรถไฟฟ้าแล้วต้องสลับมือในการถืออ่านครับ

Best Manga Reader for Galaxy Tab อ่านการ์ตูนให้จุใจด้วย jjComics Viewer

นอกจากนี้แล้วตัวโปรแกรมยังสามารถตั้งค่าได้อย่างมากมายและละเอียดมาก ตั้งแต่เรื่องของการตั้งว่าจะล๊อคไม่ให้หน้าจอหมุนไหม จะคงความสว่างไว้ตลอดไม่ให้จอดับ หรือปรับเรื่องพฤติกรรมในการใช้ปุ่มเปลี่ยนหน้าได้ละเอียด รวมไปถึงการใช้ ปุ่มๆต่างๆบนตัวเครื่อง เช่นปุ่มปรับเสียงขึ้นลงมาช่วยในการเปลี่ยนหน้าด้วยครับ
ข้อดี

* เปิดไฟล์รูปได้หลายประเภท รวมถึง .cbr .cbz
* สามารถตั้งค่าโปรแกรมได้ละเอียดมาก
* รองรับการหมุนของหน้าจอ และเลือกล๊อคหน้าจอได้

ข้อเสีย

* แอบมีปิดตัวเองหรือโหลดนานบ้าง แต่เป็นน้อยมากๆครับ

โดยสรุปแล้ว นี่เป็นโปรแกรมที่นักอ่านการ์ตูนบน Android Tablet ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดครับ เหมาะสมแล้วสำหรับ 5 ดาว ของเค้าดีจริงๆ คนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนเห็นด้วยแน่นอน ใครลองใช้แล้ว ชอบเหมือนกันไหมครับ? หรือมี app ตัวอื่นที่อยากแนะนำหรือเปล่า? ฝากความเห็นไว้ได้เลยครับ

Source : acegimo.com

:: Next >>

February 2012
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
 << <   > >>
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

Search

SchoolNet