Ultrabook คือ Notebook รุ่นใหม่ที่กำลังจะเป็นกระแสมาแรงในปี 2012 ไม่เน้นในเรื่องประสิทธิภาพความแรงของ Hardware แต่จะเน้นในเรื่องการออกแบบใหม่ทั้งดีไซน์ตัวเครื่องที่ต้องการความบางเบา พกพาได้สะดวก น้ำหนักเบา (ประมาณ 1 ก.ก.)
- เน้นการประหยัดพลังงานของ CPU ที่ใช้ประมวลผล (ตอนนี้ยังใช้ CPU จากฝั่ง Intel แต่มีข่าวว่าทาง AMD พร้อมที่จะส่งชิพเซทสำหรับ Ultrabook ออกว่างจำหน่ายแล้วเช่นกัน)
- Harddisk แบบ SSD (Solid State Drive) ที่มีความเร็วในการจัดเก็บข้อมูลกว่า Harddisk แบบเดิมถึง 100 เท่าและสร้างความร้อนน้อยกว่า Harddisk แบบจานหมุนรุ่นเก่า

- สามารถเปิดเครื่องใช้งานได้ทันทีแบบ Tablet พอปิดฝาพัดเครื่องก็จะเข้าสู่ Sleep Mode และสามารถ Stand by โดยที่ไม่ต้องปิดเครื่องได้นานหลายวัน
Ultrabook ต่างกับ Netbook และ Tablet ตรงที่สามารถทำงานในระบบปฏิบัติการแบบคอมพิวเตอร์ทั่วไปทั้ง Window7 OS หรือ Window8 , Mac OSX, Linux มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ Laptop รุ่นเดิมๆ
ต่างกับ Netbook ที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากนอกจากใช้ Internet และ พิมพ์งาน หรือ Tablet ที่สะดวกในการพกพาแต่มีข้อจำกัดในเรื่องของโปรแกรมที่ใช้งาน
สเปคในเบื้องต้นที่ทาง Intel กำหนดไว้ว่าเป็น Ultrabook ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ต้องมีขนาดตัวเครื่องบางกว่า 21 มม.
- น้ำหนักเบา ประมาณ 1 กก.
- แบตเตอรี่ 5-8 ชั่วโมง
- ราคาประมาณ 30,000 บาท
- ไม่มี Optical Drive
- ใช้ที่เก็บข้อมูลแบบ SSD
- ใช้ CPU สถาปัตยกรรม Intel Sandy Bridge Mobile Processor
- มีหน่วยประมวลกราฟิคในตัว (Intel HD3000)
- รองรับ USB 3.0, PCI Express 3.0
- มีระบบความปลอดภัย และการระบุตัวตน
- เริ่มต้นใช้งานได้รวดเร็ว
(อ้างอิงจาก http://www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=466251&PN=1)
สำหรับ ข้อเสียของ Ultrabook นั้นก็คงจะเป็นราคาที่ค่อนข้างจะสูงกว่า NoteBook หรือ Laptop ปกติอยู่พอสมควร ราคาเริ่มต้นของ Ultrabook จะอยู่ที่ 30,000 บาทขึ้นไป และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลค่อนข้างน้อยเพราะ Harddisk SSD ความจุสูงๆนั้นยังมีราคาแพง (ในส่วนนี้สามารถใช้ Harddisk External ทดแทนได้)
มาดูกันว่าหน้าตาของ Ultrabook ที่ว่ามานี้จะมีแบบไหนกันบ้างนะครับ
ต้นแบบของ Utrabook ที่กำลังจะออกวางตลาด Macbook Air มาพร้อมๆกับ CPU dual-core Intel Core i7 ความเร็วสูงสุด 1.8GHz, ตัวเครื่องบาง 0.3 ถึง 1.7 cm, จอภาพ 11.6 นิ้ว LED-backlit glossy widescreen, Graphic Ship : Intel HD Graphics 3000, flash storage สูงสุด 256GB, Ram 2GB หรือ 4GB, แบตเตอรีใช้งานไร้สายได้นานที่สุด 5 ชม

ส่วน Ultrabook ของแบรนด์ต่างๆที่วางตลาดแล้วและที่มีกำหนดจะวางตลาดภายในปี 2012 ที่น่าสนใจ มีดังนี้




(ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,399 หรือประมาณ 40,000 บาท)



(ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,400 หรือประมาณ 40,000 บาท)




ที่มาภาพจาก

ถ้าคุณมีงบประมาณเหลือเฟือก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับผู้ที่ต้องการให้ทุกบาททุกสตางค์คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากรสนิยมส่วนตัวแล้ว 10 วิธีพื้นฐานนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังกับจอ LCD ซื้อมาเลย
1. ข้อดีและข้อเสียของจอภาพ LCD
จอภาพ LCD นั้นไม่ได้มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง และในบางเรื่อง
ก็ด้อยกว่าจอภาพแบบ CRT ด้วยซ้ำ ดังนั้นคุณต้องทำความเข้าใจและถามตัวเองก่อนว่าต้องการข้อดีและยอมรับกับข้อจำกัด
ของจอภาพได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดรำคาญใจในภายหลัง โดยข้อดีต่างๆ ของจอภาพ LCD ก็คือ
- มีขนาดเล็กและบาง ทำให้ประหยัดพื้นที่ใช้งานมากกว่า
- กินไฟน้อยกว่า
- สบายตากว่าเพราะภาพไม่มีการ Flicker
- (บางรุ่น) หมุนแสดงผลแนวตั้งได้
- น้ำหนักเบาและสามารถแขวนติดฝาผนังได้
- รูปภาพไม่มีการเสียรูปทรง
- ใช้งานพื้นที่เต็มขนาดจอภาพ
- ไม่มีคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์รอบข้างโดยเฉพาะลำโพง
ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกันคือ
- มีมุมองที่จำกัดทั้งในแนวตั้งและแนวนอน
- ความคมชัดจะเปลี่ยนไปตามมุมมอง
- (ในขนาดที่เท่าๆ กับจอ CRT) จะมีราคาสูงกว่า
- (ส่วนใหญ่) มีเงาดำเมื่อภาพเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
- ความละเอียดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานมีเพียงค่าเดียว
2. ขนาดและความละเอียด
จอภาพ LCD แต่ละขนาดจะถูกออกแบบมา โดยให้มีค่าความละเอียดที่เหมาะสมและแสดงภาพได้อย่างชัดเจนเพียงแค่ค่าเดียว
เท่านั้นโดยจะสังเกตได้ว่าผู้ผลิตจะอ้างด้วยข้อความว่า Native Resolution
(จอภาพ CRT ส่วนใหญ่จะระบุด้วยคำว่า ความละเอียดสูงสุด) เช่นจอภาพขนาด 17 นิ้วที่ส่วนใหญ่จะมีความละเอียด 1,280x1,024 พิกเซลหรือขนาด 15 นิ้วที่มีความละเอียด
1,024x768 พิกเซล ดังนั้นคุณจึงควรตรวจสอบความละเอียดที่จอภาพระบุด้วยว่าเพียงพอต่อความต้องการ
หรือไม่ เพราะคุณจะไม่สามารถใช้ความละเอียดอื่นได้ หากต้องการภาพที่มีความชัดเจน
3. ความสว่าง
จอภาพที่ผู้ผลิตอ้างว่ามีความสว่างสูงจะเป็นหลักประกันได้ดีกว่าว่า
คุณสามารถนำจอภาพ LCD ไปใช้งานได้ในทุกๆ ที่โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของสภาพแสงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่โล่งที่มีความสว่างมากๆ อย่างเช่นบนสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งจอภาพที่มีความสว่าง 300Cd/m2
(แคนเดลาร์ต่อตารางเมตรหรือ nits) จะแสดงภาพได้ชัดเจนกว่าและทำให้ไม่ต้องเพ่งมองเหมือนกับจอภาพที่มีความสว่าง
เพียง 175Cd/m2 แต่สำหรับการใช้งานภายในบ้าน ที่ทำงานความสว่างสูงๆ
นี้ก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไป
4. จุดเสีย (Dead Pixels)
ข้อบกพร่องของจอภาพที่พบได้เป็นประจำก็คือ การมีผลึกเซลล์ที่มีหน้าที่สร้าง
จุดสีมีสถานะเป็น ON หรือ OFF แบบถาวรแทนที่จะมีสถานะที่เปลี่ยนไปตามสัญญาณภาพที่ส่งมาแสดงที่หน้าจอ ซึ่งจุดเสียนี้จะเห็นเป็นจุดสีขาวสว่างๆ (หรืออาจเป็นจุดสีดำก็ได้) ดังนั้นก่อนที่คุณจะซื้อให้สอบถามถึงเงื่อนไขการรับประกันและการเปลี่ยนจอภาพใหม่
ให้แทนในกรณีที่จอภาพนั้นๆ มีจุดเสียเกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้ก็ควรตรวจสอบดูก่อน ซึ่งวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดก็คือ การเปิดภาพหรือโปรแกรมใดๆ ก็ได้ที่ทำให้จอภาพแสดงสีขาวได้ทั่วทั้งจอภาพ แล้วจากนั้นให้เปลี่ยนจอเปลี่ยน
ไปแสดงสีดำแทน ซึ่งถ้าจอภาพมีจุดเสียอยู่คุณก็จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
5. อัตราคอนทราสต์และมุมมอง
ถ้าคุณเลือกจอภาพ LCD ก็ให้ยอมรับกับข้อด้อยในเรื่องมุมมองก่อน แต่ถ้าทำใจลำบากก็ให้คุณตรวจสอบจากหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตดูก่อนว่า จอภาพนั้นมีมุมมองที่กว้างมากพอทั้งในแนวตั้งและแนวนอนหรืออย่างน้อยที่สุด 120 องศาและถ้าเป็นไปได้ก่อนที่คุณจะซื้อให้ทดสอบด้วยการมองด้วยตาเปล่าในมุมต่างๆ แล้วแต่สถานที่จะอำนวย จากนั้นให้สังเกตดูว่าภาพที่เห็นนั้นยังคงมีความชัดเจนอยู่หรืออัตราคอนทราสต์ของ
ภาพยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จริงๆ
6. ความเร็วในการตอบสนอง
คุณสมบัติเฉพาะของจอภาพ LCD ข้อนี้หมายถึงเวลาที่จุดพิกเซลใช้ในการ
เปลี่ยนสถานะ (ON/OFF) หรือถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเวลาที่จุดพิกเซลหนึ่งๆ ใช้ในการเปลี่ยนจากการแสดงสีดำเป็นสีขาว ซึ่งหลายๆ คนน้ำตาตกมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ซื้อจอภาพ LCD มาเล่นเกมสามมิติหรือการแสดงผลในลักษณะอื่นที่ภาพมีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว โดยในจอภาพที่มีความเร็วในการตอบสนองที่ไม่เร็วพอนั้น ภาพที่ได้จะมีลักษณะที่เป็นเงาดำหรือที่เรียกว่า Ghosting เกิดขึ้นตามมาพร้อมกับภาพด้วย ดังนั้นคุณควรเลือกจอภาพที่มีความเร็วสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คือ อย่างน้อย 16 มิลลิวินาทีหากคุณต้องการนำมาใช้งานในลักษณะดังกล่าว
7. การปรับ หมุนและแสดงผลในแนวตั้ง
ความสามารถพิเศษของจอภาพ LCD ที่หาไม่ได้จากจอภาพแบบ CRT ก็คือ การหมุนแสดงผลในแนวตั้งซึ่งการแสดงผลลักษณะนี้จะทำให้คุณสามารถแสดง
หน้าเอกสารต่างๆ หรือหน้าเว็บไซต์ทั้งหน้าได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องคลิกปุ่มเลื่อนขึ้นลง
แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดีคุณสมบัตินี้จะมีเฉพาะจอภาพบางรุ่นที่ออกแบบมาโดย
เฉพาะเท่านั้น นอกจากนั้นคุณควรตรวจสอบก่อนด้วยว่า หลังจากที่หมุนแล้วจอภาพมีระบบล็อคที่แน่นหนา ไม่แกว่งไปแกว่งมาและที่สำคัญคุณยังปรับระยะก้มเงยลักษณะต่างๆ
ได้โดยที่ไม่มีการติดขัดใดๆ
8. ระบบการควบคุม
แม้ว่าจอภาพจะถูกตั้งค่ามาอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ก็บ่อยครั้งที่คุณจำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติมดังนั้น นอกจากระบบอัตโนมัติสำหรับการใช้งานในลักษณะต่างๆ ที่มีให้แล้ว จอภาพควรมีระบบควบคุมที่ใช้งานได้สะดวกด้วยหรืออย่างน้อยปุ่มปรับค่าต่างๆ ก็ควรอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่าย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คุณจะรู้สึกหงุดหงิดมากทีเดียวเมื่อต้องการปรับค่าแต่ละครั้งแม้ว่า
จะต้องการเพียงแค่เพิ่มความสว่างก็ตาม
9. พอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อ
การเชื่อมต่อและแสดงผลโดยใช้สัญญาณภาพในระบบดิจิตอลนั้นจะให้ภาพ
ที่มีคุณภาพสูงกว่าอนาล็อกทั่วไป ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าจอภาพ LCD ที่คุณเลือกทำได้ให้ตรวจสอบด้วยว่านอกจากพอร์ต D-Sub แล้วจอภาพยังม
ีพอร์ต DVI ให้มาด้วย แต่อย่างไรก็ดีหากการ์ดแสดงผลที่คุณใช้ไม่มีพอร์ต DVI-I ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะเลือกใช้จอภาพ LCD ที่มีพอร์ตสำหรับสัญญาณดิจิตอลเช่นนี้
10. การรับประกันจากผู้ขาย
เนื่องจากจอภาพ LCD นั้นไม่แข็งแรงเหมือนกับจอภาพ CRT ดังนั้นคุณควรพิจารณาด้วยว่าจอภาพมีอายุการรับประกันที่นานพอ รวมถึงการส่งซ่อมในกรณีฉุกเฉินและตรวจสอบการเปลี่ยนอะไหล่สำคัญๆ
อย่างเช่นหลอดไฟ Backlight สำหรับการใช้งานในระยะยาวด้วย
Link: /การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค
แนะนำบทความดีๆเกี่ยวกับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จะเลือกอย่างไีรให้ถูกใจและคุ้มค่ามากที่สุด

ฉบับนี้ยังเป็นการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เช่นเดิม อย่าเพิ่งเบื่อนะครับเพราะว่าในฉบับนี้จะแนะนำวิธีการเลือกซื้อโน้ตบุค เนื่องจากเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้นผู้เขียนตัดสินใจซื้อโน้ตบุคมาใช้หนึ่งเครื่อง ด้วยความจำเป็นที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ ทำให้ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปไม่สะดวก แต่กว่าที่จะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคได้นั้นก็ต้องไปหาข้อมูลและสอบถามผู้รู้ในเรื่องนี้มากพอสมควร ซึ่งก็ได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะแนะนำให้สมาชิกที่สนใจคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
โน้ตบุคคอมพิวเตอร์ก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในประเภทของอุปกรณ์ที่อินเทรนด์ ท่านลองนึกภาพที่เวลามีคนเดินเข้ามาแล้วเปิดโน้ตบุควางบนตัก แล้วเริ่มลงมือทำงาน ทุกคนก็จะจ้องกันเป็นตาเดียวด้วยความรู้สึกที่เท่ สมาร์ต ดูเป็นมืออาชีพ และบางคนซื้อโน้ตบุคก็ด้วยเหตุผลที่ต้องการทำให้ตนเองดูดีเท่านั้น การซื้อโน้ตบุคนั้นถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งหลายก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมโน้ตบุคจึงมีราคาแพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ทั้งที่อุปกรณ์ทุกอย่างก็มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งท่านก็คงคิดว่ามันน่าจะถูกกว่า แต่ผิดเลยครับ ในโลกของเทคโนโลยีนั้นตรงข้ามกันอย่างมาก ยิ่งเล็กยิ่งแพงครับ เราลองย้อนกลับไปในศตวรรษก่อนจะพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการพื้นที่ทั้งหมดของห้องในการจัดเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการที่จะทำให้เล็กลงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมโน้ตบุคถึงมีราคาแพง
นอกจากเรื่องราคาแล้ว โน้ตบุคก็ยังเสียหายได้ง่ายกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอีก เช่น การที่เราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ และนำโน้ตบุคไปด้วยนั้น บางครั้งถ้าเราขาดความระมัดระวังแล้ว โน้ตบุคของเราก็อาจจะไปกระแทกกับอย่างอื่นก็อาจเป็นได้ หรือบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการสะเทือนขณะเคลื่อนย้ายก็ได้ แม้ว่าจะมีราคาแพงและเสียหายได้ง่าย แต่โน้ตบุคก็ยังได้รับความนิยมดังเหตุผลต่อไปนี้
1. เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และจะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในระหว่างที่เดินทางอยู่ หลาย ๆ คนใช้โน้ตบุคในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเปิดอ่านอีเมล์ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับติดต่อกลับมายังสถานที่ทำงานของตนอีกด้วย
2. นอกจากโน้ตบุคจะเป็นอุปกรณ์หลักที่จะใช้ติดตัวไปทำงานนอกสถานที่ทำงานสำหรับผู้ที่มีอาชีพไม่ได้อยู่ในสำนักงาน ก็สามารถที่จะนำข้อมูลที่ได้กลับมาใส่ในคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือนำอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ที่ได้ส่งอีเมล์หรือส่งทางเนตเวิร์กได้ทันที
3. เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะใช้แทนกระดาษบันทึกจากการฟังบรรยายหรือสัมภาษณ์ เช่น นักหนังสือพิมพ์ พนักงานขายสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถที่จะบันทึกข้อมูลลงในโน้ตบุคได้ทันที และตัวโน้ตบุคเองก็สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือเล่มใหญ่ ๆ เมื่อต้องการค้นหา หรือแคตตาล็อกเมื่อต้องแสดงแบบของสินค้าให้ลูกค้าดู หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องใช้กระดาษมาก ๆ ก็สามารถเก็บลงในโน้ตบุคได้เลย
4. นอกจากนี้ยังเป็นเหตุผลส่วนตัวบางประการ เช่น ผู้ป่วยที่เพิ่งจะฟื้นไข้ก็สามารถที่จะทำงานอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้เลย หรืออาจจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อความบันเทิงก็ได้ หรือบางบ้านใช้โน้ตบุคก็เพราะว่าประหยัดเนื้อที่ในบ้านและสามารถที่จะเคลื้อนย้ายไปทำงานได้ทุก ๆ ห้องในบ้าน รวมทั้งหิ้วออกไปนอกบ้านได้ด้วย

โดยทั่วไปแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็ไม่เหมือนกันทุกเครื่องอีก ซึ่งสามารถแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. value notebook เป็นประเภทของโน้ตบุคที่ขายดีที่สุด เพราะว่าราคาจะพอดีและเหมาะสมกับงบประมาณของผู้ซื้อ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วในสเป็กของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เท่าเทียมกัน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีราคาที่แพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอยู่แล้ว ดังนั้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าย่อมที่จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน เพราะ value notebook เป็นการผสานกันระหว่างราคาที่ลงตัว และเฉลี่ยด้วยความสามารถที่อุปกรณ์ระดับหนึ่งจะทำได้ แต่รูปลักษณ์ก็ไม่เก๋ไก๋มากนัก
2. light notebook เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าเครื่อง value notebook เพราะว่าเป็นความพยายามที่จะทำให้น้ำหนักของเครื่องน้อยลง อุปกรณ์บางชิ้นก็ต้องเอามาต่อภายนอกอีกที เช่น ช่องสำหรับใส่ดิสก์เก็ตต์ และมักจะใช้หลักการ clip-on เวลาที่เราจะใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมและมีการสำรองแบตเตอรี่ไว้เยอะ ๆ เมื่อเวลาที่จะนำออกไปข้างน้อยก็ค่อยถอดอุปกรณ์ที่ clip-on ออก ถ้าท่านจะตัดสินใจเลือกโน้ตบุคแบบนี้ก็ต่อเมื่อท่านต้องทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ข้างนอกที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่หรือตลอดเวลา เนื่องจากว่าโดยปกติโน้ตบุคก็มีน้ำหนักมากพอสมควรถ้าต้องถืออยู่ตลอดเวลาหรือใช้เวลานานพอสมควร จะทำให้เมื่อยมือและเสียบุคลิกภาพได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะมีปัญหามากกว่าผู้ชายเพราะบางครั้งผู้หญิงที่ต้องใส่กระโปรงและรองเท้าส้นสูงก็อาจทำให้เมื่อยล้าเพิ่มขึ้นไปอีก
3. bells and whistles notebook หรือที่เรียกกันว่า power notebook หรือ high-end notebook แบบนี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่สามารถทำได้ทุกอย่าง และมีราคาสูงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากคำว่า “high-end” เมื่อไหร่ที่ท่านเจอคำนี้ให้ทำใจไว้ได้เลยครับว่าแพงกว่าธรรมดาแน่นอน ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคที่เป็นแบบ “high-end” นั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าท่านจะได้อะไรเพิ่มขึ้นมาจากการซื้อโน้ตบุคดังกล่าว หรือว่าเพียงแค่ต้องการทำให้ดูดีเท่านั้น โดยปกติการพิจารณาโน้ตบุคก็จะดูกันที่ความสามารถของการทำงาน ซึ่งก็จะเร็วอยู่แล้ว และก็จะดูอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น ช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ หรือช่องใส่ดีวีดี หรือมีฮาร์ดดิสก์มากพอไหม และที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ การสำรองแบตเตอรี่ ยิ่งนานก็ยิ่งเป็นจุดเด่นของโน้ตบุคยี่ห้อนั้น ๆ บางรุ่นก็เพิ่มเทคโนโลยีไร้สายเข้าไป รวมทั้งมีอินฟราเรดพอร์ตด้วย หมายความว่าท่านสามารถส่งผ่านข้อมูลไปพิมพ์ออกพริ้นเตอร์ได้โดยไม่ต้องต่อสาย หรือนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์โดยไม่ต้องใช้สายด้วยเช่นกัน โน้ตบุคประเภทนี้ยังมีระบบไฟและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง และมีหน่วยความจำเยอะ ช่วยให้การทำงานเร็ว อีกทั้งยังมีหน้าจอขนาดใหญ่กว่าโน้ตบุคแบบธรรมดาอีกด้วย ท่านคงต้องตัดสินใจที่จะซื้อไว้สักเครื่องถ้าท่านมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจร่วมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ทอป หรือถ้าท่านต้องการใช้งานแบบกราฟิก หรือการใช้งานด้านเสียงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็ต้องเลือกโน้ตบุคประเภทนี้ครับ แต่ก็อย่าลืมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่เป็น “high-end” แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงแต่ก็จะตกรุ่นได้เร็วเหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับท่าน

องค์ประกอบของโน้ตบุค
หลังจากที่ท่านตัดสินใจได้แล้วว่าอยากจะได้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภทไหนแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูรายละเอียดของแต่ละยี่ห้ออีกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร เพื่อความง่ายในการพิจารณา ผู้เขียนจะแยกองค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกเป็นส่วน ๆ แล้วมาดูกันว่าแต่ละส่วนต้องพิจารณาอย่างไรและมีความแตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอย่างไร
1. notebook processor สิ่งที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปก็คือ ขนาด แต่ความเร็วก็เหมือนกันในรุ่นที่เท่ากัน และก็เหมือนกับเดสก์ทอปที่ตัวเลขบอกความเร็วของเมกะเฮิร์ต ถ้ายิ่งมากก็ยิ่งประมวลผลเร็ว และถ้าเป็นโปรเชสเชอร์ของ celeron ก็จะทำงานได้ช้าก็ pentium แต่ celeron ก็จะมีราคาถูกกว่า
2. คีย์บอร์ด ถ้าท่านคิดว่าจะใช้แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้เหมือนกันกับแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปแล้วละก็ ท่านคิดผิดแล้วละครับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะเล็กกว่า ก็หมายความว่าการที่ท่านจะวางนิ้วตามปกติของท่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ทอปนั้นก็จะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อใช้ไปในเวลานาน ๆ บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็อาจจะทำให้เมื่อยและเกิดอาการปวดตามข้อนิ้วได้ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นก็สามารถนำแป้นพิมพ์ของเดสก์ทอปมาต่อกับโน็ตบุคได้ ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์โตบุคจะมีช่องให้เสียบได้ที่ด้านหลังของเครื่อง แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่ไม่หนัก คือใช้น้ำหนักกดลงไปไม่มากและมีการคืนตัวที่พอดี นอกจากนี้ควรทำขนาดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกัน ต้องเลือกดูให้ดีนะครับ
3. navigation device อุปกรณ์ที่ว่านี้เปรียบเทียบได้กับเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งมันก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเลื่อนตำแหน่งเคอร์เซอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นใช้กันมากในปัจจุบันนั้นเรียกว่า “touchpad” ซึ่งมีพื้นผิวให้ผู้ใช้ได้สัมผัสในการระบุตำแหน่งเคอร์เซอร์โดยใช้เมตริกซ์ของระนาบ เม้าส์จะเลื่อนตามเมื่อเราเลื่อนนิ้วไปบน touchpad แต่บางครั้ง touchpad ก็สูญเสียเมตริกซ์ทำให้ไม่สามารถควบคุมเม้าส์ได้ ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “trackball” อันนี้ก็ให้นึกถึงเม้าส์ที่หงายท้องนะครับ เวลาใช้ก็ใช้นิ้วกลิ้งแล้วเม้าส์ก็จะเลื่อนตามลูกบอลที่กลิ้งไป นอกจากนี้ก็มีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “accupoint” จะเป็นแท่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงกลางของแป้นพิมพ์ เวลาใช้ก็ใช้นิ้ววางที่ accupoint แล้วกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย จากนั้นถ้าต้องการเลื่อนเม้าส์ไปทางซ้ายก็ผลัก accupoint ไปทางซ้าย อยากเลื่อนไปทางขวาก็ผลักไปทางขวา แต่จะเลือกแบบไหนก็ตามใจชอบนะครับ แต่ขอให้ลองสัมผัสดูก่อนไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็ชอบแบบนี้แบบนั้นเลย ผู้เขียนกลัวว่ามันจะไม่ทำงานหรืออาจจะไม่เหมาะกับเรา แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถต่อเม้าส์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ครับ
4. Display จริง ๆ แล้วหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคถือเป็นจุดขายที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะว่าจอที่มีคุณภาพต่ำและมีขนาดเล็กจะทำให้ผู้ใช้สายตาเสียและหัวเสียได้ครับ หน้าจอที่ชัดและขยายใหญ่ให้ได้มากที่สุดจะเป็นของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคในฝันของผู้ใช้เลยทีเดียว แต่ขนาดของจอโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 13.3-15.0 นิ้ว (วัดตามแนวเส้นทะแยงมุม) สำหรับหน้าจอถ้าแบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ
4.1 Thin Film Transistor (TFT) เป็นจอที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ให้ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ดี
4.2 Double Layer Super Twist (DSITN) เป็นจอที่มีคุณภาพด้อยกว่าแบบ TFT และราคาจะถูกกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการแสดงภาพ
4.3 High-Performance Addressing (HPA) เป็นจอที่มีประสิทธิภาพสูง มีการปรับ contrast ที่ดี ให้มุมมองกับภาพที่ดีกว่าแบบ TFT และส่วนใหญ่จอประเภทนี้จะเป็นจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคแบบ “high-end” ด้วย
อย่างไรก็ตามความละเอียดของหน้าจอ (resolution) ก็มีความสำคัญในการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีความละเอียดสูง ๆ ย่อมดีกว่าความละเอียดน้อย ๆ จอที่เป็น VGA ก็จะเป็นจอที่มีคุณภาพต่ำสุด รองลงมาคือ SVGA และคุณภาพสูงสุดคือ XGA
5. hard disk drive ก็คงเหมือนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ซึ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะเป็นที่เก็บข้อมูลถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน โดยทั่วไปฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีความจุมากว่าขนาดเล็ก ท่านอาจจะประหยัดในส่วนนี้ คือ ไม่จำเป็นเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่มาก และผู้เขียนก็ไม่แนะนำพวกรูปภาพหรือดาวน์โหลดอะไรก็ตามจากอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ด้วย เพราะว่าจะเปลืองเนื้อที่โดยไม่จำเป็น และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านต้องใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัว ซึ่งเรียกขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์ เช่น โปรแกรมในกลุ่ม office หรือโปรแกรมเฉพาะในที่ทำงานของท่านเอง ดังนั้นแทนที่ท่านจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในการเก็บข้อมูล ผู้เขียนแนะนำว่าใช้เก็บโปรแกรมจะดีกว่าครับ ขนาดของฮาร์ดดิสก์จะอยู่ที่ประมาณ 4-24 GB ซึ่ง 4 GB เป็นมาตรฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน แล้วก็ตามมาด้วยที่ 8 GB แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นบางยี่ห้อ สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสก์ได้จากช่องที่ให้เสียบด้านล่างถ้าท่านต้องการเนื้อที่เพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นอีกไดร์ฟหนึ่งซึ่งจะไม่เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะว่าสามารถถอดออกได้ง่าย
6. RAM “แรม” (random access memory) เป็นหน่วยความจำชั่วคราวที่ทำงานขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ แรมมีหน่วยเป็น megabyte (M
แรมยิ่งมากเครื่องคอมพิวเตอร์ยิ่งทำงานเร็ว แรมที่ดี หมายความว่าท่านสามารถทำงานได้หลาย ๆ งาน พร้อม ๆ กัน โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ช้าและไม่แฮงค์ เพราะถ้าเป็นแบบนี้เนื่องมาจากแรมไม่พอ ซึ่งจะเหมือนกันทั้งเครื่องเดสก์ทอปและเครื่องโน้ตบุค สำหรับเหตุผลที่ใช้ตัดสินใจในการเลือกจำนวนของแรมที่เหมาะสม เพราะถ้าเพิ่มแรมมากขึ้นก็หมายถึงเงินที่จะต้องจ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันครับ แม้ว่าเพิ่มเงินเล็กน้อยแล้วได้แรมมากขึ้นก็ไม่แนะนำ แรมที่เหมาะสมในการใช้งานแบบพื้นฐานก็จะประมาณ 32 MB แต่ถ้าจะมีการพิมพ์ การเล่นเกม การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แรมควรจะอยู่ที่ 64 MB หรือมากกว่า และถ้าจะให้ดีควรที่จะเหลือเผื่อไว้สำหรับการเพิ่มแรมในอนาคตด้วย โดยทั่วไปแล้วแรมจะมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้
6.1 Extended Data Out (EDO)
6.2 Fast Page Mode (FPM)
6.3 Synchronous Dynamic Ram (SDRAM)
ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ SDRAM จะเป็นแรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
7. แบตเตอรี่ (battery) ก็เป็นจุดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค เพื่อที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก ซึ่งแบตเตอรี่ของโน้ตบุคมี 2 แบบ คือ Lithium Ion (LiIon) และ Nickel Metal Hydride (NiMH) แบบ LiIon จะเก็บไฟได้มากกว่าแบบ NiMH 10% และเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะต้องสามารถทำงานได้ 2-3 ชั่วโมงโดยใช้แบตเตอรี่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงานที่ทำและคุณสมบัติของการประหยัดพลังงานของโน้ตบุคแต่ละเครื่องด้วย ยกตัวอย่างเช่น notebook pentium III มีคุณสมบัติ low-power มันก็จะประหยัดพลังงานเมื่อเวลาที่เราไม่ใช้เครื่อง และบางเครื่องก็มีช่องให้ใส่แบตเตอรี่ได้ 2 ก้อน ถ้าคุณต้องการเพิ่มเวลาเป็นอีกเท่าตัว เรื่องนี้สำคัญมากนะครับสำหรับคนที่ต้องใช้แบตเตอรี่บ่อย ๆ ก็ต้องดูกันที่ค่าเฉลี่ยของชั่วโมงที่ใช้งาน
8. extra storage เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส่วนใหญ่จะมีช่องใส่ดิสก์เก็ตต์กับช่องใส่ซีดี เป็นแบบที่สามารถถอดออกได้ โดยส่วนมากตัวที่จะไม่ติดมากับเครื่องเลยมักจะเป็นช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ เพราะเก็บข้อมูลได้น้อย แต่จะนำมาต่อเข้าในภายหลัง ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่านก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการอุปกรณ์ชิ้นใด เช่น ต้องการอ่านข้อมูลจากซีดีหรือดีวีดี เพียงอย่างเดียว หรือต้องการบันทึกข้อมูลลงซีดีด้วย ก็จะเป็นหลาย ๆ แบบให้เลือกตามความต้องการ เพียงแต่ว่าช่องสำหรับอ่านซีดีนั้นไม่สามารถอ่านดีวีดีได้ แต่ช่องสำหรับอ่านดีวีดีสามารถอ่านซีดีได้ครับ ถ้าท่านต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ได้เรื่อยในอนาคต ช่องที่เป็นดีวีดีจะเหมาะกว่าเพราะสามารถอ่านข้อมูลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลนอกเหนือจากฮาร์ดดิสก์ เช่น Iomaga zip drive หรือ imation superdisk พวกนี้ก็เป็นน้องฮาร์ดดิสก์ ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะเรียกอย่างไร
9. PC card เป็นที่ใช้สำหรับทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคทำงานร่วมกับ fax / modem หรือสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยความเร็วไปเก็บยังที่ที่ต้องการได้ด้วยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะมีประโยชน์หรือช่วยให้ท่านตัดสินใจที่จะใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ง่ายขึ้นนะครับ สำหรับการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคมือสองนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยอยากจะแนะนำให้ทำนะครับ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบเลยว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อนรึเปล่า ตกหรือเปล่า ฮาร์ดดิสก์เสียรึเปล่า navigation device ยังทำงานดีอยู่รึเปล่า แล้วยังอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อีก แล้วอะไหล่ของอุปกรณ์โน้ตบุคก็มีราคาสูง และบางครั้งการเปลี่ยนมือก็จะสิ้นสุดการรับประกัน ดังนั้นก่อนซื้อต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ
คอลัมน์ อนามัยไฮเทค ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พ.ย.-ธ.ค.44)
ตอน การเลือกซื้อโน้ตบุค
วรพจน์ พรหมสัตยพรต