ช่วงนี้กระแสเทคโนโลยีใหม่อย่าง Tablet เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรากันมากขึ้นนะครับ น้องๆหลายคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าเจ้า Tablet นี้มันสามารถช่วยงานเราได้ขนาดไหน?? ลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบกันครับว่าเจ้า Tablet กับ Netbook นี่แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานของน้องๆมากกว่ากัน จะได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเงินได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ
Tablet หรือ Netbook แบบไหนเหมาะกับคุณ
กระแสของเครื่อง Tablet ตอนนี้ในบ้านเราต้องยอมรับว่าค่อนข้างอินเทรนด์มาก ๆ หลังจากที่ทาง Apple ได้นำ iPad เข้ามาขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน และก็ขายในราคาที่คนหิ้วมาขายเห็นแล้วร้อนตัวกันเป็นแถว ตอนนี้ใครผ่านไปแถวร้าน iStudio ก็คงจะเห็นคนเข้าไปมุงดู iPad กันเป็นว่าเล่น ผมเองก็ได้มีโอกาสเบียดเด็กที่มันเล่นหั่นผักเข้าไปลองเล่นดูเหมือนกัน นับว่าเป็นการตื่นตัวทางเทคโนโลยีกันอีกรอบสำหรับบ้านเรา ทำให้ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนบ้าของไฮเทค (แบบพวกคนข้าง ๆ
) ได้รับรู้ว่า ตอนนี้กระดานชนวนมันกลับมาแล้ว
แต่ที่เรากำลังเห็นทั้งหมดเป็นแค่กระแสชั่ววูบหรือเปล่า ที่ตอนนี้ทุกคนกำลังอยากได้ Tablet และคิดกันไปว่า Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ๊ก วันนี้ได้โจทย์ให้มาเปรียบเทียบ Tablet กับเน็ตบุ๊ก ที่จริงคำตอบค่อนข้างชัดเจนในตัวมันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้จัก Tablet ลองมาดูกันดีกว่าว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างดีต่างกันอย่างไร อะไรเหมาะสำหรับคุณ
*คำว่า Tablet ผมจะหมายถึงพวกที่ไม่ได้ใช้ Windows นะครับ ส่วนพวก Tablet PC จะนับเข้ากับเน็ตบุ๊ก

Input : ลากง่ายแต่ไม่แม่น
ถ้าให้นึกถึงเครื่อง Tablet ทุกเครื่องจะมีลักษณะเด่นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน คือเครื่องจะมีแต่หน้าจอ ไม่มีคีย์บอร์ดแท้ ๆ ให้เราพิมพ์เหมือนโน้ตบุ๊ก เวลาใช้งานก็ต้องเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าจอ คีย์บอร์ดก็จะเป็นคีย์บอร์ดจำลองที่เรียกกันว่า Virtual Keyboard เวลาที่กดไปก็จะไม่รู้สึกเหมือนกับกดคีย์บอร์ดจริงๆ เพราะหน้าสัมผัสมันก็คือจอภาพเรียบ ๆ คุณจะไม่รู้สึกว่ากดมันลงไปจริง ๆ นอกจากมันจะมีไฟกะพริบ หรือว่าตัวเครื่องมีระบบสั่นให้รู้ว่ากดลงไปแล้ว การที่เครื่องเป็นระบบสัมผัส ทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งาน เช่น การเข้าเว็บก็ไม่ต้องใช้เมาส์เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ แล้วกดให้เสียเวลา อยากจะกดตรงไหนก็เอานิ้วจิ้ม จะเลื่อนหน้าเว็บก็เอานิ้วลากขึ้น ๆ ลง ๆ ระบบการใช้นิ้วเดียวหรือหลาย ๆ นิ้วสั่งงานแบบนี้เรียกกันว่า Gesture หรือแปลสวย ๆ ก็ “อิริยาบถ” ของนิ้วนั่นแหละครับ

แล้วผมพูดถึงเรื่องของคีย์บอร์ดกับนิ้วจิ้มทำไม
ระบบ Input เป็นส่วนที่ทำให้ Tablet ดูน่าสนใจ และทำให้คนอยากจะเอาปาทิ้งได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้เครื่องเอาไว้ดูเว็บ เช็กอีเมล เล่น Facebook กับเพื่อน ๆ หรือดู YouTube เวลาขี้เกียจฟังอาจารย์สอน Tablet ระบบสั่งงานของ Tablet ก็สามารถใช้งานได้อย่างดีเลยละครับ ที่จริงสนุกและดูดีมาก ๆ ด้วย แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณโดนเรียกไปแก้งานละก็ เชื่อได้เลยว่าจะมีคนเกินครึ่งรีบหาคีย์บอร์ดมาเสียบเข้ากับ Tablet ทันที (ถ้าเครื่องนั้นมันเสียบได้นะ) ลองคิดภาพสิครับ ถ้าคุณเสียบ Tablet เข้ากับคีย์บอร์ด มันก็คือเน็ตบุ๊กดี ๆ นั่นเอง เหตุผลหลัก ๆ ก็เป็นเรื่องของตำแหน่งแป้นพิมพ์ และสัมผัสที่แม่นยำกว่าเวลาทำงาน การใช้งานในส่วนของ Touch Pad ที่ติดมากับตัวเน็ตบุ๊ก ก็มีความแม่นยำในการกดมากกว่านิ้วมือด้วย อย่างเช่น ถ้าเราต้องคัดลอกข้อความจากเว็บไปแปะในเอกสารของเรา การนำเมาส์ลากข้อความและกด CTRL + C และ CTRL + V เป็นอะไรที่รวดเร็วกว่ามาก ถ้าต้องใช้นิ้วสั่งงานจากหน้าจอ ไหนกว่าจะเปิดเมนูสั่งว่าจะคัดลอกข้อความ กว่าจะเอานิ้วกะตำแหน่งข้อความแล้วลาก ถ้าเครื่องอ่านตำแหน่งผิด อาจจะต้องเริ่มใหม่แต่แรกก็ได้ สุดท้ายพิมพ์ลงหน้าจอเนี่ย มันกินที่เยอะนะครับ

สรุปก็คือ ระบบสั่งงานของ Tablet สามารถทำงานได้ดีกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดหรือรวดเร็วมากนัก แต่ถ้าหากต้องทำงานจริง ๆ จัง เน็ตบุ๊กที่มีทั้งคีย์บอร์ดและ Touch Pad ติดมาให้เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า รวมทั้งยังสามารถต่อเมาส์หรือปากกาเพื่อการสั่งงานที่แม่นยำมากขึ้นได้ด้วย ส่วนระบบ Gesture นั้น Touch Pad ของบางเครื่องก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน อย่างเช่น Eee PC 900 ที่ผมใช้พิมพ์อยู่ ก็มีให้ใช้มาตั้งสองสามปีแล้ว แต่ถ้าเป็นระบบนิ้วสัมผัสที่หน้าจอ จะสู้เครื่อง Tablet ไม่ได้จริง ๆ ครับ

Portable : พกง่าย แต่มันไม่จบ
พูดถึง Tablet ถ้าไม่บอกว่ามันพกง่ายหายสะดวก ก็คงจะแปลกแล้วใช่ไหมครับ เวลาคุณไปยืนดูหน้าร้าน iStudio แล้วเห็น iPad ขนาด 10 นิ้ว ตั้งอยู่ คุณรู้สึกว่าอยากจะได้มันมาพกแทนโน้ตบุ๊กหนัก ๆ ที่บ้าน ไม่แปลกหรอกครับ ที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่คุณรู้หรือไม่ครับ ว่าหลาย ๆ คนที่คิดแบบนั้น ตอนนี้เอา iPad ตั้งทิ้งไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็ขายทิ้งหมดแล้ว และสุดท้ายก็หันกลับมาแบกเครื่องโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กเหมือนเดิม

ทำไมคนถึงไม่อยากถือ iPad หรือ Tablet อื่น ๆ ล่ะ
ปัญหาจริง ๆ คือ ใช้มันทำงานสู้เครื่องเน็ตบุ๊กไม่ได้ครับ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยากจะอินเทรนด์และทำงานได้ด้วยในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องพกสองเครื่อง และเจ้า iPad มีขนาดตั้ง 10 นิ้วเนี่ยนะ ใครจะไปบ้าแบกสองเครื่อง ก็พกเน็ตบุ๊กเครื่องเดียวทำงานได้ไม่ดีกว่าหรือ นี่ยังไม่นับมือถือที่ต้องเอาห้อยคอไว้อวดชาวบ้านอีก เรื่องของขนาดหน้าจอเนี่ยละ ที่เป็นตัวทำให้คนในบ้านเรา เลิกพก iPad อีกทั้งทาง Steve Jobs ก็ออกมาบอกว่าไม่อยากทำเครื่องที่มีขนาดเล็กลงไปด้วย เดี๋ยวใช้งานไม่ถนัด ก็ไม่เข้าใจแกเหมือนกัน ที iPhone 4 เครื่องเล็กกว่าไม่เห็นบ่นว่าเล็ก ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตามร้านกาแฟบ้านเราจะไม่ค่อยเห็นคนถือ Tablet เล่นแล้วนะครับ แต่จะเป็นเน็ตบุ๊ก โน้ตบุ๊ก หรือมือถือมากกว่า ส่วน Tablet ที่มีขนาดเล็กกว่าในบ้านเรา

สรุปก็คือ Tablet สามารถพกได้ง่ายกว่าเน็ตบุ๊กแน่นอน แต่เนื่องจากมันใช้ทำงานสู้เน็ตบุ๊กไม่ได้ คนเลยพกเน็ตบุ๊กไว้ทำงาน และห้อยมือถือไว้แอบเล่นเน็ตได้จะดีกว่าไหม
Application : ลงได้เหมือน ๆ กัน แต่มันคนละแบบ
จุดที่ทำให้ Tablet อย่าง iPad หรือว่าพวก Andriod เป็นที่นิยมก็คือ มันสามารถลง Application หรือ แอพ หรือ โปรแกรมเพิ่มเติมได้ มันก็เลยตอบสนองวิธีการใช้งานของเรามากขึ้น เช่น คนที่ชอบออนไลน์ ก็อาจจะลงพวก TweetDeck ไว้ช่วยติดตามเพื่อน ๆ จากทั้ง Facebook และ Twitter หรือพวกเว็บอื่น ๆ อย่าง Four Square ได้ด้วย แอพที่ให้ข้อมูลแบบนี้ ทำให้เราไม่ต้องลำบากในการเปิดหน้าเว็บทีละหลายๆ เว็บ หน้าตาของแอพก็ทำให้ดึงดูดใจได้ด้วย การที่มีแอพให้ดาวน์โหลดเพิ่มเติมไม่ว่าจะฟรีหรือเสียสตางค์ เป็นส่วนที่ทำให้ฮาร์ดแวร์พวกนี้สามารถดำรงอยู่ได้จริง ๆ ครับ

สำหรับเครื่องเน็ตบุ๊กในเรื่องของโปรแกรมที่เราสามารถลงได้นั้น อย่างที่รู้ ๆ ว่ามีให้ลงได้ไม่มีหมด สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้หลากหลายกว่ามากไม่ว่าจะเป็นเบราเซอร์ที่มีให้เลือกมากกว่า โปรแกรมพิมพ์เอกสารก็มีเยอะแยะแล้วแต่ว่าชอบเจ้าไหน โปรแกรมดูหนังก็ดูได้ทุกประเภท ไม่ต้องกลัวเปิดไม่ขึ้น ถ้าพูดถึงเกมยิ่งแล้วใหญ่ มีให้เลือกตั้งแต่ Causual Game เล็ก ๆ เหมือนใน iPad อย่าง Angry Bird ไปจนถึงเกมโหดร้ายยิงให้หัวหลุดไว้ก่อนเป็นพอ หรืออยากจะค้าขายยาเสพติดก็มีให้เล่น
สรุปก็คือ แอพขั้นเทพเป็นทางรอดของเครื่อง Tablet เลยทีเดียว แต่ยังไง ๆ Windows ก็ลงโปรแกรมได้กินขาดกว่าอยู่ดี นี่ไม่ได้พูดถึงพวก Linux หรือว่า Emulator เล่นเกมเก่า ๆ อีกนะครับ

Connect : เชื่อมต่อไม่ได้ มันก็กระดานชนวนดี ๆ นั่นเอง
จุดที่ทำให้ Tablet ไม่ได้เกิดจริง ๆ จัง ๆ ในบ้านเรา ไม่ใช่เพราะราคาหรือตัวฮาร์ดแวร์เอง แต่เป็นอินเทอร์เน็ตของเรานั่นแหละครับ ที่บ้านเราไม่มีทั้ง Wi-Fi และ 3G ผู้ใหญ่หลายท่านที่สนใจอยากได้ iPad หรือ Tablet ตัวอื่น ๆ ไว้ใช้งาน เพราะเห็นว่ามันใช้สะดวก พกพาง่าย เป็นเรื่องปกติครับ แต่เวลาซื้อเรามักจะลืมเรื่องของอินเทอร์เน็ตและค่าใช้จ่าย จะซื้อ Tablet หรู ๆ มาทำไมถ้าเดินออกมานอกบ้านแล้วเน็ตหลุด… เอาไว้ฟังเพลงหรือครับ ฟังจากมือถือก็ได้ เอาไว้พิมพ์งานก็พกเน็ตบุ๊กง่ายกว่าไหม เอาไว้ถ่ายรูปก็ซื้อกล้องตัวละสามพันดีกว่า เอาไว้เล่นเกมคงได้ เพราะจอมันใหญ่ แต่ถ้าเป็นผม ผมซื้อ Nintendo DS ครับ ลองมองสถานการณ์อินเทอร์เน็ตในบ้านเรา Wi-Fi ก็ไม่ครอบคลุม ถึงจะมีบริษัทมาบอกว่าติดไว้สองพันกว่าจุด แต่เดินออกมา 50 เมตร สัญญาณก็หลุด Wi-Fi ฟรีอย่าง Green Bangkok ก็ความเร็วก็พอ ๆ กับโมเด็ม 3G บ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ยังได้ยินคนบ่นกว่าเดินสยามแล้วต่อไม่ติดอยู่เลย แล้วถ้าเราซื้อมาแล้วใช้แค่ EGDE/GPRS ล่ะ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ไม่ได้น้อยเลยนะครับ อย่างชุดไม่จำกัดของ iPad แต่ละเดือนก็ปาไปเกือบพันแล้ว นอกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว การต่อพ่วงกับอุปกรณ์อื่น ๆ ก็จำกัดมากๆ คุณไม่สามารถเอา Flash Drive ไปเสียบเข้าเครื่องได้ตรง ๆ ถึงมันจะเสียบการ์ดได้ แต่พวกเราก็พก Flash Drive มากกว่าการ์ดอยู่ดีใช้ไหมครับ

สรุปก็คือ ถ้า Tablet มันต่อเน็ตไม่ได้ มันก็เหมือนกระดานธรรมดา ๆ ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ คุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีอย่างพวกโทรศัพท์มือถือก็แทบจะใช้งานได้ทั้งหมดอยู่แล้ว กลายเป็นว่าซื้อมาแล้วก็ใช้ได้แต่ในบ้าน เขียนมาซะยืดยาวจะเห็นได้ว่า Tablet เองก็เป็นเครื่องที่ทำออกมาสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป อย่างเช่น เล่นเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเราสามารถพกพามันออกไปได้โดยง่าย แต่ขนาดเดียวกันมันก็ต้องการอินเทอร์เน็ต เพื่อจะให้มันใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริง ๆ ซึ่งบ้านเราขาดแคลนอย่างแรง Tablet จึงเหมาะสำหรับเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคนที่มีพวกคอมพิวเตอร์หรือเน็ตบุ๊กไว้ใช้ทำงานอยู่แล้ว เพราะทั้งสองอย่างก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมาะกัน ถ้าคุณคิดจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานเป็นอย่างแรก แนะนำให้ซื้อเน็ตบุ๊กเลยครับ
ขอบคุณบทความดีๆจาก www.notebookspec.com
Apple เปิดตัว iPad2 ที่เปิดตัวมาพร้อมกับไอดอลของเหล่าสาวก apple อย่าง Steve Jobs เปิดตัว iPad2 ที่มาพร้อมๆกับดีไซน์ใหม่ เพรียวบางขึ้นกว่าเดิม มาดูกันว่า iPad2 ที่เปิดตัวออกมามีอะไรบ้างที่ต่างไปจาก iPad รุ่นแรก
- iPad2 จะมีวางจำหน่าย 2 สี คือสีขาว และสีดำ
- ตัวเครื่องบางลงกว่าเดิมเกือบ 30% (iPad1 หนา 0.5" / iPad2 หนา 0.34" )
- iPad2มีนำ้หนักเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย น่าจะถือได้สะดวกกว่าเดิม
iPad1 Wifi หนัก 0.68 กก./ iPad2 Wifi หนัก 0.60 กก.
iPad1 Wifi+3G หนัก 0.73 กก./ iPad2 Wifi+3G หนัก 0.61 กก.
- iPad2 ใช้ CPU Apple A5 1 GZ ที่เป็น Dual Core ทำให้ iPad2 แรงกว่าเดิม 2 เท่า
- กราฟฟิคการ์ดแรงกว่าเดิม 9 เท่า (งานนี้เล่นเกมส์กันมันส์แน่ๆ)
- แบตเตอรี่ความจุเท่าเดิม
- หน้าจอความละเอียดเท่าเดิมคือ 1024x768 ความละเอียดที่ 132 Pixel/inch
- เพิ่มกล้องหน้า - หลังขึ้นมา กล้องด้านหลังสามารถถ่ายวีดีโอแบบ HD ความละเอียดที่ 720p 30 เฟรม/วินาที ซูมได้ 5 เท่า ส่วนกล้องด้านหน้าความละเอียดแค่ระดับ VGA เท่านั้น
iPad2 จะมาพร้อมๆกับ IOS 4.3 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 11 มีนาคม 54 นี้พร้อมๆกับการวางจำหน่าย iPad2 ใน Apple Store และ Shop ส่วนสนนราคาสำหรับ iPad2 นั้นทาง Apple ตั้งราคาขายอยู่ที่
iPad2 wifi 16GB 499$
iPad2 wifi 32GB 599$
iPad2 wifi 64GB 699$
iPad2 wifi + 3G 16GB 629$
iPad2 wifi + 3G 32GB 729$
iPad2 wifi + 3G 64GB 829$
นอกจากนี้เจ้า iPad2 ที่กำลังจะออกวางจำหน่ายนั้น จะมาพร้อมๆกับ Accessories ใหม่อย่าง iPad Smart Cover ที่ช่วยให้เปิด-ปิด และใช้งานไอแพดของคุณได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดตัว Application ใหม่ (หน้าเก่า) อย่าง iMovie และ GarageBand เวอร์ชั่นสำหรับไอแพดในราคาที่เรียกว่าถูกมากๆอีกด้วย (4.99$)
iPad2 Tech specs :
9.5" high, 7.3" wide, 0.34" deep, 1.33 lbs in weight. Storage capacity for both WiFi and WiFi+3G models: 16GB, 32GB, 64GB.
Available on AT&T and Verizon (WiFi+3G). Display is 1024x768, 9.7". Rear camera is 720P, front camera is "VGA-quality" for video and still.
ที่มา : โปรโมชั่น
แม้ว่าพวกเราแต่ละคนจะมีเหตุผลในการนำเจ้า Tablet สุดรักของเราไปใช้งานหลายอย่างด้วยกัน แต่ผมมั่นใจว่าคนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคน ใช้ Tablet ในการอ่านการ์ตูนแน่นอน ฮ่าๆ ว่าเข้าไปนั่น จริงๆแล้วตัวผมต้องขอยอมรับอย่างไม่อายก่อนเลยว่า เหตุผลที่จ้องหาซื้อ Tablet ขนาด 7” มาโดยตลอดนี้ ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากที่จะหาอุปกรณ์พกพาซักเครื่องที่จะช่วยให้ชีวิตติดการ อ่าน (การ์ตูน) ของผมราบรื่นและมีความสุขยิ่งขึ้นครับ
และในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Tab นี้เอง แน่นอนเลยว่าสิ่งแรกที่ผมตั้งหน้าตั้งตาทำก่อนอื่นเลย ก็คือการหา โซลูชั่น ที่เหมาะสุดในการอ่านการ์ตูน โดยมีเงื่อนไขอันเข้มงวดที่สุดนั่นคือ ต้อง “ใช้ง่าย”, “ไม่ต้องมานั่งแปลง”, และ “ถ้าให้ดีคืออ่านไฟล์ zip, rar ได้เลย” (ขออภัยนะครับ...ใจรักแต่ขี้เกียจสุดๆ)
ในบรรดาสารพัด app ที่เกี่ยวข้องกับ keyword: manga, comic ทั้งหมดที่ผมได้ลองมา บางตัวก็เน้นไปเชื่อมต่อกับเวปอ่านการ์ตูนออนไลน์ดังๆแบบไม่ต้องมาเปิด browser กันเลย (ซึ่งวันหน้าผมจะมารีวิวอีกทีนะครับ) กับ app ที่เน้นการอ่าน file ที่เรามีอยู่ ทั้งหมดนี้ผมขอยกที่หนึ่งให้กับ app ตัวนี้ตัวเดียวเลยครับ: jjComics Viewer

jjComics Viewer นั้นก็เหมือน app ดีๆอื่นๆที่มีมากมายใน Android Market นั่นก็คือ มันฟรีครับ ที่สำคัญเป็น app ที่ได้ 5 ดาวเต็มจากการโหวตจากผู้ใช้ซะด้วย เห็นแค่นี้ก็ดาวโหลดได้อย่างมั่นใจแล้วครับ หน้าตาของโปรแกรมจะง่ายๆ เน้นแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจนนั่นคือ ส่วนของ browsing / navigation ในการเลือกหาไฟล์การ์ตูนที่จะอ่าน และส่วนของการเปิดอ่านนี่เองแหละครับ
ตัว app สามารถรองรับ file รูปได้หลายประเภทมาก และแน่นอนที่พลาดไม่ได้เลยคือมันสามารถอ่านไฟล์ประเภทที่เป็น archive ได้เลย นั่นก็คือไฟล์ .cbr (หรือเอาไฟล์ .rar เปลี่ยนนามสกุลตรงๆเลย) กับ .cbz (ไฟล์ .zip ที่ rename ได้ตรงๆเหมือนกัน) ที่หลายๆ manga viewer บน pc ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วนั่นเองครับ
ในหน้า viewer นั้น เราจะทำการเปลี่ยนหน้าได้โดยการจิ้มได้ที่มุมจอทั้งหมด 7 จุดด้วยกัน โดยตำแหน่งที่ว่านี้เราจะเห็นเป็นปุ่มกลมๆรางๆครับ (ความเข้ม/จางของปุ่มนี้ เราปรับในหน้าตั้งค่าได้) ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ผู้เขียนโปรแกรมไม่ได้ให้ใช้การลากนิ้วในการเปลี่ยนหน้า น่าจะเป็นเพราะต้องการไม่ให้ไปมีปัญหากับการใช้นิ้วคีบย่อขยายรูปครับ
ในระหว่างที่อ่านในหน้า viewer นั้น เราสามารถกดปุ่ม menu เพื่อที่จะเปิดไฟล์อื่น หรือเลือกกระโดดไปหน้าเลขที่เท่าไหร่ได้เลย รวมถึงการวางที่คั่นหนังสือ (bookmark) ได้ด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือ เมื่อเราเปิดอ่านรูปไปถึงหน้าสุดท้ายของไฟล์ / folder นั้น พอกดเปลี่ยนหน้า ตัวโปรแกรมก็จะเปิดไปหน้าแรกของไฟล์ถัดไปให้ทันทีครับ นอกจากนี้เราสามารถเลือกที่จะตั้งค่าว่าเราจะอ่านจาก ขวาไปซ้ายหรือสลับกันก็ได้ เหมาะมากเวลาอ่านบนรถไฟฟ้าแล้วต้องสลับมือในการถืออ่านครับ

นอกจากนี้แล้วตัวโปรแกรมยังสามารถตั้งค่าได้อย่างมากมายและละเอียดมาก ตั้งแต่เรื่องของการตั้งว่าจะล๊อคไม่ให้หน้าจอหมุนไหม จะคงความสว่างไว้ตลอดไม่ให้จอดับ หรือปรับเรื่องพฤติกรรมในการใช้ปุ่มเปลี่ยนหน้าได้ละเอียด รวมไปถึงการใช้ ปุ่มๆต่างๆบนตัวเครื่อง เช่นปุ่มปรับเสียงขึ้นลงมาช่วยในการเปลี่ยนหน้าด้วยครับ
ข้อดี
* เปิดไฟล์รูปได้หลายประเภท รวมถึง .cbr .cbz
* สามารถตั้งค่าโปรแกรมได้ละเอียดมาก
* รองรับการหมุนของหน้าจอ และเลือกล๊อคหน้าจอได้
ข้อเสีย
* แอบมีปิดตัวเองหรือโหลดนานบ้าง แต่เป็นน้อยมากๆครับ
โดยสรุปแล้ว นี่เป็นโปรแกรมที่นักอ่านการ์ตูนบน Android Tablet ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดครับ เหมาะสมแล้วสำหรับ 5 ดาว ของเค้าดีจริงๆ คนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนเห็นด้วยแน่นอน ใครลองใช้แล้ว ชอบเหมือนกันไหมครับ? หรือมี app ตัวอื่นที่อยากแนะนำหรือเปล่า? ฝากความเห็นไว้ได้เลยครับ
Source : acegimo.com
สัมผัสแรกกับ "เพลย์สเตชั่น มูฟ" จอยใหม่สำหรับจับการเคลื่อนไหวบน Playstation3

เนื่องด้วยผู้เขียนได้มีโอกาสไปลองเล่น"เพลย์สเตชัน มูฟ"(PlayStation Move)ที่ร้าน itemgameshop ที่ ดิจิตอล เกทเวย์ จึงเป็นโอกาสอันนี้ที่จะได้พรีวิวก่อนที่เพลย์สเตชัน มูฟจะออกวางจำหน่าย และเนื่องด้วยก่อนไปทดลองผู้เขียนได้จับวี รีโมตในเกม Wii Sport Resort ที่ได้ใช้วีโมชันพลัสด้วยในงานหนึ่งมาทั้งวัน ทำให้การเล่นเพลย์สเตชัน มูฟครั้งนี้ได้เอาความรู้สึกไปเปรียบเทียบกับวีกันเต็มที่แน่นอน
การลองครั้งนี้ ทางร้านได้นำเกมรวมกีฬา "Sport Champions" มาให้ลอง ลักษณะคล้ายๆเกมวี สปอร์ต แต่ทางร้านได้จอยหลักของเพลย์สเตชัน มูฟมาแค่อันเดียวทำให้การลองเกมไม่สมบูรณ์นัก แม้จะสามารถเล่นด้วยจอยอันเดียวได้ แต่จะไม่สมบูรณ์แบบเท่าจอย 2 ตัว
สัมผัสแรกผมบอกได้เลยว่าเพลย์สเตชัน มูฟสามารถจับการเคลื่อนไหวได้ละเอียดและเที่ยงตรงกว่าวี โมตและมันยังเที่ยงตรงกว่าวีที่ติดโมชันพลัสด้วยซ้ำ เพราะมันสามารถจับการเคลื่อนไหวได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจับมิติการเล่นและแรงการตวัดจอยได้ละเอียดและสมบูรณ์แบบมาก แม้ว่าอาจจะไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไรเลย เพราะผู้เขียนก็ผ่านการเล่นเกมแนวนี้มาแล้วเกือบ 4 ปีบนวี แต่การได้ลองเกมรูปแบบเดิมๆที่พัฒนาทั้งการบังคับภาพและเสียง ระดับ HD มันทำให้รู้สึกว่ารู้สึกอยากได้มาเป็นเจ้าของแม้จะมีวีอยู่แล้วก็ตาม
เกม Sport Champion มีทั้งหมด 6 เกม ดังนี้
1. ฟันดาบ
แค่เริ่มก็สนุกแล้ว เพราะเหมือนเราได้เล่นเกม"โซล คาลิเบอร์"ที่เราได้ฟันกันจริงๆเลย เพราะเกมเหมือนเราได้เป็นอัศวิน ที่ต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้ ในลานประลอง โดยตัวเกมสามารถจับการเคลื่อนไหวได้เที่ยงตรงสมชื่อ ไม่มีการมาฟันมั่วๆ การจับทิศทาง บนล่าง ทำได้ดีและละเอียดมาก และเกมยังมีการตรวจจับความแรงเบาได้อย่างน่าทึ่ง เพราะถ้าคุณอยากฟันแรง คุณก็ต้องออกแรงมากด้วย แถมเรายังกดปุ่มเพื่อหลบ มีการกดปุ่ม T แล้วตั้งจอยเพื่อเป็นโล่ และมีท่าไม้ตายอีก โดยรวมประทับใจมากกว่าเกมวีฟันดาบอีกครับ แต่เล่นนานๆมีปวดแขนแน่
2. ปิงปอง
เชื่อมั้ยว่าก่อนได้เล่นเกมปิงปองในเกม Sport Champion ผู้เขียนได้ลองตีปิงปอง บน Wii Sport Resort มา ทำให้เปรียบเทียบได้เลยว่า PS Move มันละเอียดกว่าวีมาก ทั้งมุมองศาการกระทบไม้ แรงเหวี่ยง ระยะการตีเกมทำได้ละเอียดมากๆ แต่มีพอข้อเสียอยู่บ้างที่ค้นเจอ ไว้จะมาเล่าในรีวิวเต็มๆ
3. วอลเลย์ชายหาด
ก็เหมือนเกมแนวนี้บนวี ที่เราจะไม่ได้บังคับตัวละคร แต่ใช้การออกท่าทางผ่าน คอนโทรลเลอร์เพื่อตี-ส่ง-ตบลูก การจับการเคลื่อนไหวละเอียดมาก แม้รูปแบบยังไม่แตกต่างจากเกมบนวีนัก
4. Bocce (คล้ายๆเปตอง)
แม้ผู้เขียนจะไม่เคยเล่น Bocce หรือเปตองจริงๆ แต่เท่าที่เล่นทำให้รู้ว่า PS Move ทำให้การโยนลูกง่ายดายเกินคาด ผู้ที่ไม่เคยเล่นเปตองจริงๆยังรู้สึกชอบเลย เพราะเกมจับได้ทั้งแรงเหวี่ยง และการบิดข้อมือได้ละเอียดสมจริงมาก
5. กอล์ฟโดยใช้จานร่อน
เกมที่ต้องปาจานร่อนลงตะกร้าบนสนามกอล์ฟ ในเกมไทเกอร์ วูดส์ 10 / 11 บนวีก็มี และผู้เขียนก็ได้เล่นเมื่อปีที่แล้ว และสำหรับ PS Move แม้จะไม่ได้ชอบนัก แต่ก็ถือว่าทำได้ดี การจับจังหวะแรงเบา และทิศทางการปาล้วนทำได้แม่นยำ
6. ยิงธนู
เสียดายที่ผู้เขียนได้ลองแบบคอนโทรลเลอร์อันเดียว ทำให้การเล่นเหมือนการใช้วีรีโมตเล็งยิงทั่วๆไป เพียงแต่เมื่อเราใช้ จอย PS Move 2 ตัว เราจะใช้มือซ้ายแทนคันธนู แล้วใช้ PS Move อีกอันแทนการจับลูกธนู แล้วทำท่าดึงสายธนู แล้วเล็งยิงไปบนหน้าจอ ที่ยอดเยี่ยมมากก็คือการเล็งยิงที่ทำได้รวดเร็วมาก การเล็งก็ทำได้แม่นยำ
ขอบคุณบทความรีวิวดีๆจาก ASTV ผู้จัดการ
Link: /nintendo-3ds

ในงาน E3 2010 ผู้ชมทั้งที่อยู่ในโถงแสดงงานและที่ติดตามการถ่ายทอดสดตามสื่อต่างๆทั่วโลก ก็คาดหวังที่จะได้ยลโฉมพัฒนาการก้าวใหม่ของเครื่องเล่นเกมแบบพกพา Nintendo 3DS จากฝั่งผู้ผลิตที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์อย่าง Nintendo ซึ่งต้องยกให้เป็นเบอร์1ของวงการเกมพกพา ที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการเกม
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ปรากฏการณ์ Nintendo 3DS ฟีเวอร์สร้างกระแสความอยากรู้อยากเห็นไปทั่วโลก เช่นเดียวกันกับที่นินเทนโดเคยทำไว้เมื่อครั้งเปิดตัวเครื่องเล่นเกมที่ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นเกมไปอย่าง Wii ลองมาดูสเปค เครื่องของเจ้าตัวน้อย Nintendo 3DS ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างกันดีกว่า

รายละเอียดสเปคเครื่อง Nintendo 3DS
ขนาดตัวเครื่อง : กว้าง 135 มม. x ยาว 74 ม.ม. x หนา 20.32 ม.ม.
น้ำหนัก : 227 กรัม
จอบน : จอLCD display ที่ให้ภาพสามมิติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา ขนาด 3.53 นิ้ว ความละเอียด 800 x 240 พิกเซล ***(ความละเอียดที่ 400 พิกเซล/การมองเห็นของดวงตาแต่ละข้างขณะเปิดฟังชั่น 3D)***
จอล่าง : จอ LCD แบบสัมผัส ขนาด 3.02 นิ้ว ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล
กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Built-in ด้านหน้าตัวเครื่อง outward facing stereoscopic lenses จำนวน 2 ตัว, กล้องด้านในตัวเครื่อง 1 ตัว / ความละเอียดของภาพถ่ายระดับVGA ขนาด 640 x 480 ความละเอียดที่ 3แสนพิกเซล รองรับการถ่ายภาพแบบสามมิติ
การเชื่อมต่อแบบไร้สาย : 802.11 Wi-Fi with LAN and 2.4 GHz band support
Inputs : ช่องเสียบตลับเกม Nintendo 3DS, ช่องเสียบ SDเมมโมรี่การ์ด(ยังไม่ระบุขนาดความจุที่รองรับ), ช่องเสียบหม้อแปลงไฟฟ้า AC Adapter, charging radle terminal, ไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟังแบบสเตอริโอ
“3D depth slider” ปุ่มสไลด์สำหรับปรับระดับการแสดงผล 3D, ลำโพงสเตอริโอแบบ Built-in ในตัวเครื่อง, แบตเตอรรี่แบบลิเธียมไอออน(ยังไม่มีรายละเอียดขนาดความจุของแบต)
อุปกรณ์การบังคับ : D-Pad controler, ปุ่ม A B X Y, shoulder pads, “Slide pad” ที่บังคับแบบอนาลอค360องศา และ built-in motion sensor and gyroscope (Balacne Control)
จะเห็นได้ว่าขนาดของตัวเครื่องของ Nintendo 3DS มีการปรับเปลี่ยนใ้ห้ต่างกับของ Nintendo DSi อยู่บ้างเล็กน้อย อาจเป็นเพราะดีไซน์ของตัวเครื่องที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปบ้างให้ดูไฮเทค มากกว่าแบบเดิมที่เน้นความเรียบหรู ขนาดของหน้าจอ LCD ตัวบนที่ใช้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่า DSi ที่ใช้จอขนาด 3.25 นิ้ว อยู่เล็กน้อยแต่ไม่ใหญ่เท่ากับ DSi LL
คอนโทรลเลอร์สำหรับบังคับเกมเพิ่มเติมปุ่ม Analog เข้ามา แล้วเปลี่ยนตำแหน่งของปุ่ม Select / Start จากเดิมที่เป็นปุ่มเล็กๆด้านขวามือ ไปอยู่ที่ด้านล่างของทัชสกรีนแทน น่าจะทำให้กดได้ง่ายขึ้นกว่าปุ่มเล็กๆแบบเดิม

เทคโนโลยีใหม่ๆ(แต่ไม่ใหม่ล่าสุด)ที่ 3DS เพิ่มเข้ามาอย่าง built-in motion sensor and gyroscope (Balacne Control) ระบบการควบคุมความสมดุล กับระบบภาพแบบสามมิติ และประสิทธิภาพของกราฟฟิคการ์ด GPU (Graphics Processor) Pica200 น่าจะช่วยทำให้ระบบภาพของ 3DS ออกมายอดเยี่ยมและมีลูกเล่นแปลกๆใหม่ๆให้ได้ลิ้มลองกันอย่างแน่นอน
แแฟนบอย Nintendo อดใจรอสัมผัสกับ Nintendo 3Ds ตัวจริงกันอีกไม่นานนี้แน่นอนครับ