Category: ของเล่นไฮเทค

08/05/11

Permalink 11:48:06 am, Categories: ของเล่นไฮเทค

ช่วงนี้กระแสเทคโนโลยีใหม่อย่าง Tablet เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรากันมากขึ้นนะครับ น้องๆหลายคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าเจ้า Tablet นี้มันสามารถช่วยงานเราได้ขนาดไหน?? ลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบกันครับว่าเจ้า Tablet กับ Netbook นี่แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานของน้องๆมากกว่ากัน จะได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเงินได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

Tablet หรือ Netbook แบบไหนเหมาะกับคุณ

กระแสของเครื่อง Tablet ตอนนี้ในบ้านเราต้องยอมรับว่าค่อนข้างอินเทรนด์มาก ๆ หลังจากที่ทาง Apple ได้นำ iPad เข้ามาขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน และก็ขายในราคาที่คนหิ้วมาขายเห็นแล้วร้อนตัวกันเป็นแถว ตอนนี้ใครผ่านไปแถวร้าน iStudio ก็คงจะเห็นคนเข้าไปมุงดู iPad กันเป็นว่าเล่น ผมเองก็ได้มีโอกาสเบียดเด็กที่มันเล่นหั่นผักเข้าไปลองเล่นดูเหมือนกัน นับว่าเป็นการตื่นตัวทางเทคโนโลยีกันอีกรอบสำหรับบ้านเรา ทำให้ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนบ้าของไฮเทค (แบบพวกคนข้าง ๆ :P ) ได้รับรู้ว่า ตอนนี้กระดานชนวนมันกลับมาแล้ว

แต่ที่เรากำลังเห็นทั้งหมดเป็นแค่กระแสชั่ววูบหรือเปล่า ที่ตอนนี้ทุกคนกำลังอยากได้ Tablet และคิดกันไปว่า Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ๊ก วันนี้ได้โจทย์ให้มาเปรียบเทียบ Tablet กับเน็ตบุ๊ก ที่จริงคำตอบค่อนข้างชัดเจนในตัวมันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้จัก Tablet ลองมาดูกันดีกว่าว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างดีต่างกันอย่างไร อะไรเหมาะสำหรับคุณ

*คำว่า Tablet ผมจะหมายถึงพวกที่ไม่ได้ใช้ Windows นะครับ ส่วนพวก Tablet PC จะนับเข้ากับเน็ตบุ๊ก

Input : ลากง่ายแต่ไม่แม่น

ถ้าให้นึกถึงเครื่อง Tablet ทุกเครื่องจะมีลักษณะเด่นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน คือเครื่องจะมีแต่หน้าจอ ไม่มีคีย์บอร์ดแท้ ๆ ให้เราพิมพ์เหมือนโน้ตบุ๊ก เวลาใช้งานก็ต้องเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าจอ คีย์บอร์ดก็จะเป็นคีย์บอร์ดจำลองที่เรียกกันว่า Virtual Keyboard เวลาที่กดไปก็จะไม่รู้สึกเหมือนกับกดคีย์บอร์ดจริงๆ เพราะหน้าสัมผัสมันก็คือจอภาพเรียบ ๆ คุณจะไม่รู้สึกว่ากดมันลงไปจริง ๆ นอกจากมันจะมีไฟกะพริบ หรือว่าตัวเครื่องมีระบบสั่นให้รู้ว่ากดลงไปแล้ว การที่เครื่องเป็นระบบสัมผัส ทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งาน เช่น การเข้าเว็บก็ไม่ต้องใช้เมาส์เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ แล้วกดให้เสียเวลา อยากจะกดตรงไหนก็เอานิ้วจิ้ม จะเลื่อนหน้าเว็บก็เอานิ้วลากขึ้น ๆ ลง ๆ ระบบการใช้นิ้วเดียวหรือหลาย ๆ นิ้วสั่งงานแบบนี้เรียกกันว่า Gesture หรือแปลสวย ๆ ก็ “อิริยาบถ” ของนิ้วนั่นแหละครับ

แล้วผมพูดถึงเรื่องของคีย์บอร์ดกับนิ้วจิ้มทำไม

ระบบ Input เป็นส่วนที่ทำให้ Tablet ดูน่าสนใจ และทำให้คนอยากจะเอาปาทิ้งได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้เครื่องเอาไว้ดูเว็บ เช็กอีเมล เล่น Facebook กับเพื่อน ๆ หรือดู YouTube เวลาขี้เกียจฟังอาจารย์สอน Tablet ระบบสั่งงานของ Tablet ก็สามารถใช้งานได้อย่างดีเลยละครับ ที่จริงสนุกและดูดีมาก ๆ ด้วย แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณโดนเรียกไปแก้งานละก็ เชื่อได้เลยว่าจะมีคนเกินครึ่งรีบหาคีย์บอร์ดมาเสียบเข้ากับ Tablet ทันที (ถ้าเครื่องนั้นมันเสียบได้นะ) ลองคิดภาพสิครับ ถ้าคุณเสียบ Tablet เข้ากับคีย์บอร์ด มันก็คือเน็ตบุ๊กดี ๆ นั่นเอง เหตุผลหลัก ๆ ก็เป็นเรื่องของตำแหน่งแป้นพิมพ์ และสัมผัสที่แม่นยำกว่าเวลาทำงาน การใช้งานในส่วนของ Touch Pad ที่ติดมากับตัวเน็ตบุ๊ก ก็มีความแม่นยำในการกดมากกว่านิ้วมือด้วย อย่างเช่น ถ้าเราต้องคัดลอกข้อความจากเว็บไปแปะในเอกสารของเรา การนำเมาส์ลากข้อความและกด CTRL + C และ CTRL + V เป็นอะไรที่รวดเร็วกว่ามาก ถ้าต้องใช้นิ้วสั่งงานจากหน้าจอ ไหนกว่าจะเปิดเมนูสั่งว่าจะคัดลอกข้อความ กว่าจะเอานิ้วกะตำแหน่งข้อความแล้วลาก ถ้าเครื่องอ่านตำแหน่งผิด อาจจะต้องเริ่มใหม่แต่แรกก็ได้ สุดท้ายพิมพ์ลงหน้าจอเนี่ย มันกินที่เยอะนะครับ

สรุปก็คือ ระบบสั่งงานของ Tablet สามารถทำงานได้ดีกับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดหรือรวดเร็วมากนัก แต่ถ้าหากต้องทำงานจริง ๆ จัง เน็ตบุ๊กที่มีทั้งคีย์บอร์ดและ Touch Pad ติดมาให้เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า รวมทั้งยังสามารถต่อเมาส์หรือปากกาเพื่อการสั่งงานที่แม่นยำมากขึ้นได้ด้วย ส่วนระบบ Gesture นั้น Touch Pad ของบางเครื่องก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน อย่างเช่น Eee PC 900 ที่ผมใช้พิมพ์อยู่ ก็มีให้ใช้มาตั้งสองสามปีแล้ว แต่ถ้าเป็นระบบนิ้วสัมผัสที่หน้าจอ จะสู้เครื่อง Tablet ไม่ได้จริง ๆ ครับ

Portable : พกง่าย แต่มันไม่จบ

พูดถึง Tablet ถ้าไม่บอกว่ามันพกง่ายหายสะดวก ก็คงจะแปลกแล้วใช่ไหมครับ เวลาคุณไปยืนดูหน้าร้าน iStudio แล้วเห็น iPad ขนาด 10 นิ้ว ตั้งอยู่ คุณรู้สึกว่าอยากจะได้มันมาพกแทนโน้ตบุ๊กหนัก ๆ ที่บ้าน ไม่แปลกหรอกครับ ที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่คุณรู้หรือไม่ครับ ว่าหลาย ๆ คนที่คิดแบบนั้น ตอนนี้เอา iPad ตั้งทิ้งไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็ขายทิ้งหมดแล้ว และสุดท้ายก็หันกลับมาแบกเครื่องโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กเหมือนเดิม



ทำไมคนถึงไม่อยากถือ iPad หรือ Tablet อื่น ๆ ล่ะ

ปัญหาจริง ๆ คือ ใช้มันทำงานสู้เครื่องเน็ตบุ๊กไม่ได้ครับ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยากจะอินเทรนด์และทำงานได้ด้วยในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องพกสองเครื่อง และเจ้า iPad มีขนาดตั้ง 10 นิ้วเนี่ยนะ ใครจะไปบ้าแบกสองเครื่อง ก็พกเน็ตบุ๊กเครื่องเดียวทำงานได้ไม่ดีกว่าหรือ นี่ยังไม่นับมือถือที่ต้องเอาห้อยคอไว้อวดชาวบ้านอีก เรื่องของขนาดหน้าจอเนี่ยละ ที่เป็นตัวทำให้คนในบ้านเรา เลิกพก iPad อีกทั้งทาง Steve Jobs ก็ออกมาบอกว่าไม่อยากทำเครื่องที่มีขนาดเล็กลงไปด้วย เดี๋ยวใช้งานไม่ถนัด ก็ไม่เข้าใจแกเหมือนกัน ที iPhone 4 เครื่องเล็กกว่าไม่เห็นบ่นว่าเล็ก ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตามร้านกาแฟบ้านเราจะไม่ค่อยเห็นคนถือ Tablet เล่นแล้วนะครับ แต่จะเป็นเน็ตบุ๊ก โน้ตบุ๊ก หรือมือถือมากกว่า ส่วน Tablet ที่มีขนาดเล็กกว่าในบ้านเรา

สรุปก็คือ Tablet สามารถพกได้ง่ายกว่าเน็ตบุ๊กแน่นอน แต่เนื่องจากมันใช้ทำงานสู้เน็ตบุ๊กไม่ได้ คนเลยพกเน็ตบุ๊กไว้ทำงาน และห้อยมือถือไว้แอบเล่นเน็ตได้จะดีกว่าไหม

Application : ลงได้เหมือน ๆ กัน แต่มันคนละแบบ

จุดที่ทำให้ Tablet อย่าง iPad หรือว่าพวก Andriod เป็นที่นิยมก็คือ มันสามารถลง Application หรือ แอพ หรือ โปรแกรมเพิ่มเติมได้ มันก็เลยตอบสนองวิธีการใช้งานของเรามากขึ้น เช่น คนที่ชอบออนไลน์ ก็อาจจะลงพวก TweetDeck ไว้ช่วยติดตามเพื่อน ๆ จากทั้ง Facebook และ Twitter หรือพวกเว็บอื่น ๆ อย่าง Four Square ได้ด้วย แอพที่ให้ข้อมูลแบบนี้ ทำให้เราไม่ต้องลำบากในการเปิดหน้าเว็บทีละหลายๆ เว็บ หน้าตาของแอพก็ทำให้ดึงดูดใจได้ด้วย การที่มีแอพให้ดาวน์โหลดเพิ่มเติมไม่ว่าจะฟรีหรือเสียสตางค์ เป็นส่วนที่ทำให้ฮาร์ดแวร์พวกนี้สามารถดำรงอยู่ได้จริง ๆ ครับ

สำหรับเครื่องเน็ตบุ๊กในเรื่องของโปรแกรมที่เราสามารถลงได้นั้น อย่างที่รู้ ๆ ว่ามีให้ลงได้ไม่มีหมด สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้หลากหลายกว่ามากไม่ว่าจะเป็นเบราเซอร์ที่มีให้เลือกมากกว่า โปรแกรมพิมพ์เอกสารก็มีเยอะแยะแล้วแต่ว่าชอบเจ้าไหน โปรแกรมดูหนังก็ดูได้ทุกประเภท ไม่ต้องกลัวเปิดไม่ขึ้น ถ้าพูดถึงเกมยิ่งแล้วใหญ่ มีให้เลือกตั้งแต่ Causual Game เล็ก ๆ เหมือนใน iPad อย่าง Angry Bird ไปจนถึงเกมโหดร้ายยิงให้หัวหลุดไว้ก่อนเป็นพอ หรืออยากจะค้าขายยาเสพติดก็มีให้เล่น

สรุปก็คือ แอพขั้นเทพเป็นทางรอดของเครื่อง Tablet เลยทีเดียว แต่ยังไง ๆ Windows ก็ลงโปรแกรมได้กินขาดกว่าอยู่ดี นี่ไม่ได้พูดถึงพวก Linux หรือว่า Emulator เล่นเกมเก่า ๆ อีกนะครับ

Connect : เชื่อมต่อไม่ได้ มันก็กระดานชนวนดี ๆ นั่นเอง

จุดที่ทำให้ Tablet ไม่ได้เกิดจริง ๆ จัง ๆ ในบ้านเรา ไม่ใช่เพราะราคาหรือตัวฮาร์ดแวร์เอง แต่เป็นอินเทอร์เน็ตของเรานั่นแหละครับ ที่บ้านเราไม่มีทั้ง Wi-Fi และ 3G ผู้ใหญ่หลายท่านที่สนใจอยากได้ iPad หรือ Tablet ตัวอื่น ๆ ไว้ใช้งาน เพราะเห็นว่ามันใช้สะดวก พกพาง่าย เป็นเรื่องปกติครับ แต่เวลาซื้อเรามักจะลืมเรื่องของอินเทอร์เน็ตและค่าใช้จ่าย จะซื้อ Tablet หรู ๆ มาทำไมถ้าเดินออกมานอกบ้านแล้วเน็ตหลุด… เอาไว้ฟังเพลงหรือครับ ฟังจากมือถือก็ได้ เอาไว้พิมพ์งานก็พกเน็ตบุ๊กง่ายกว่าไหม เอาไว้ถ่ายรูปก็ซื้อกล้องตัวละสามพันดีกว่า เอาไว้เล่นเกมคงได้ เพราะจอมันใหญ่ แต่ถ้าเป็นผม ผมซื้อ Nintendo DS ครับ ลองมองสถานการณ์อินเทอร์เน็ตในบ้านเรา Wi-Fi ก็ไม่ครอบคลุม ถึงจะมีบริษัทมาบอกว่าติดไว้สองพันกว่าจุด แต่เดินออกมา 50 เมตร สัญญาณก็หลุด Wi-Fi ฟรีอย่าง Green Bangkok ก็ความเร็วก็พอ ๆ กับโมเด็ม 3G บ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ยังได้ยินคนบ่นกว่าเดินสยามแล้วต่อไม่ติดอยู่เลย แล้วถ้าเราซื้อมาแล้วใช้แค่ EGDE/GPRS ล่ะ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ไม่ได้น้อยเลยนะครับ อย่างชุดไม่จำกัดของ iPad แต่ละเดือนก็ปาไปเกือบพันแล้ว นอกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว การต่อพ่วงกับอุปกรณ์อื่น ๆ ก็จำกัดมากๆ คุณไม่สามารถเอา Flash Drive ไปเสียบเข้าเครื่องได้ตรง ๆ ถึงมันจะเสียบการ์ดได้ แต่พวกเราก็พก Flash Drive มากกว่าการ์ดอยู่ดีใช้ไหมครับ

สรุปก็คือ ถ้า Tablet มันต่อเน็ตไม่ได้ มันก็เหมือนกระดานธรรมดา ๆ ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ คุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีอย่างพวกโทรศัพท์มือถือก็แทบจะใช้งานได้ทั้งหมดอยู่แล้ว กลายเป็นว่าซื้อมาแล้วก็ใช้ได้แต่ในบ้าน เขียนมาซะยืดยาวจะเห็นได้ว่า Tablet เองก็เป็นเครื่องที่ทำออกมาสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป อย่างเช่น เล่นเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเราสามารถพกพามันออกไปได้โดยง่าย แต่ขนาดเดียวกันมันก็ต้องการอินเทอร์เน็ต เพื่อจะให้มันใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริง ๆ ซึ่งบ้านเราขาดแคลนอย่างแรง Tablet จึงเหมาะสำหรับเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคนที่มีพวกคอมพิวเตอร์หรือเน็ตบุ๊กไว้ใช้ทำงานอยู่แล้ว เพราะทั้งสองอย่างก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมาะกัน ถ้าคุณคิดจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานเป็นอย่างแรก แนะนำให้ซื้อเน็ตบุ๊กเลยครับ

ขอบคุณบทความดีๆจาก www.notebookspec.com

03/04/11

Permalink 08:01:27 pm, Categories: ของเล่นไฮเทค

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 พร้อมโปรโมชั่น Apple ลดราคา iPad1 บน Apple Store

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 พร้อมโปรโมชั่น Apple ลดราคา iPad1 บน Apple Store

Apple เปิดตัว iPad2 ที่เปิดตัวมาพร้อมกับไอดอลของเหล่าสาวก apple อย่าง Steve Jobs เปิดตัว iPad2 ที่มาพร้อมๆกับดีไซน์ใหม่ เพรียวบางขึ้นกว่าเดิม มาดูกันว่า iPad2 ที่เปิดตัวออกมามีอะไรบ้างที่ต่างไปจาก iPad รุ่นแรก

- iPad2 จะมีวางจำหน่าย 2 สี คือสีขาว และสีดำ

- ตัวเครื่องบางลงกว่าเดิมเกือบ 30% (iPad1 หนา 0.5" / iPad2 หนา 0.34" )

- iPad2มีนำ้หนักเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย น่าจะถือได้สะดวกกว่าเดิม

iPad1 Wifi หนัก 0.68 กก./ iPad2 Wifi หนัก 0.60 กก.

iPad1 Wifi+3G หนัก 0.73 กก./ iPad2 Wifi+3G หนัก 0.61 กก.

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2

- iPad2 ใช้ CPU Apple A5 1 GZ ที่เป็น Dual Core ทำให้ iPad2 แรงกว่าเดิม 2 เท่า

- กราฟฟิคการ์ดแรงกว่าเดิม 9 เท่า (งานนี้เล่นเกมส์กันมันส์แน่ๆ)

- แบตเตอรี่ความจุเท่าเดิม

- หน้าจอความละเอียดเท่าเดิมคือ 1024x768 ความละเอียดที่ 132 Pixel/inch

- เพิ่มกล้องหน้า - หลังขึ้นมา กล้องด้านหลังสามารถถ่ายวีดีโอแบบ HD ความละเอียดที่ 720p 30 เฟรม/วินาที ซูมได้ 5 เท่า ส่วนกล้องด้านหน้าความละเอียดแค่ระดับ VGA เท่านั้น

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -2

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -3

iPad2 จะมาพร้อมๆกับ IOS 4.3 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 11 มีนาคม 54 นี้พร้อมๆกับการวางจำหน่าย iPad2 ใน Apple Store และ Shop ส่วนสนนราคาสำหรับ iPad2 นั้นทาง Apple ตั้งราคาขายอยู่ที่

iPad2 wifi 16GB 499$
iPad2 wifi 32GB 599$
iPad2 wifi 64GB 699$

iPad2 wifi + 3G 16GB 629$
iPad2 wifi + 3G 32GB 729$
iPad2 wifi + 3G 64GB 829$

นอกจากนี้เจ้า iPad2 ที่กำลังจะออกวางจำหน่ายนั้น จะมาพร้อมๆกับ Accessories ใหม่อย่าง iPad Smart Cover ที่ช่วยให้เปิด-ปิด และใช้งานไอแพดของคุณได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดตัว Application ใหม่ (หน้าเก่า) อย่าง iMovie และ GarageBand เวอร์ชั่นสำหรับไอแพดในราคาที่เรียกว่าถูกมากๆอีกด้วย (4.99$)

รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -4
รีวิวเล็กๆเทียบสเปค iPad2 -5

iPad2 Tech specs :
9.5" high, 7.3" wide, 0.34" deep, 1.33 lbs in weight. Storage capacity for both WiFi and WiFi+3G models: 16GB, 32GB, 64GB.

Available on AT&T and Verizon (WiFi+3G). Display is 1024x768, 9.7". Rear camera is 720P, front camera is "VGA-quality" for video and still.

ที่มา : โปรโมชั่น

11/08/10

แม้ว่าพวกเราแต่ละคนจะมีเหตุผลในการนำเจ้า Tablet สุดรักของเราไปใช้งานหลายอย่างด้วยกัน แต่ผมมั่นใจว่าคนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคน ใช้ Tablet ในการอ่านการ์ตูนแน่นอน ฮ่าๆ ว่าเข้าไปนั่น จริงๆแล้วตัวผมต้องขอยอมรับอย่างไม่อายก่อนเลยว่า เหตุผลที่จ้องหาซื้อ Tablet ขนาด 7” มาโดยตลอดนี้ ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากที่จะหาอุปกรณ์พกพาซักเครื่องที่จะช่วยให้ชีวิตติดการ อ่าน (การ์ตูน) ของผมราบรื่นและมีความสุขยิ่งขึ้นครับ

และในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Tab นี้เอง แน่นอนเลยว่าสิ่งแรกที่ผมตั้งหน้าตั้งตาทำก่อนอื่นเลย ก็คือการหา โซลูชั่น ที่เหมาะสุดในการอ่านการ์ตูน โดยมีเงื่อนไขอันเข้มงวดที่สุดนั่นคือ ต้อง “ใช้ง่าย”, “ไม่ต้องมานั่งแปลง”, และ “ถ้าให้ดีคืออ่านไฟล์ zip, rar ได้เลย” (ขออภัยนะครับ...ใจรักแต่ขี้เกียจสุดๆ)

ในบรรดาสารพัด app ที่เกี่ยวข้องกับ keyword: manga, comic ทั้งหมดที่ผมได้ลองมา บางตัวก็เน้นไปเชื่อมต่อกับเวปอ่านการ์ตูนออนไลน์ดังๆแบบไม่ต้องมาเปิด browser กันเลย (ซึ่งวันหน้าผมจะมารีวิวอีกทีนะครับ) กับ app ที่เน้นการอ่าน file ที่เรามีอยู่ ทั้งหมดนี้ผมขอยกที่หนึ่งให้กับ app ตัวนี้ตัวเดียวเลยครับ: jjComics Viewer

Best Manga Reader for Galaxy Tab อ่านการ์ตูนให้จุใจด้วย jjComics Viewer

jjComics Viewer นั้นก็เหมือน app ดีๆอื่นๆที่มีมากมายใน Android Market นั่นก็คือ มันฟรีครับ ที่สำคัญเป็น app ที่ได้ 5 ดาวเต็มจากการโหวตจากผู้ใช้ซะด้วย เห็นแค่นี้ก็ดาวโหลดได้อย่างมั่นใจแล้วครับ หน้าตาของโปรแกรมจะง่ายๆ เน้นแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจนนั่นคือ ส่วนของ browsing / navigation ในการเลือกหาไฟล์การ์ตูนที่จะอ่าน และส่วนของการเปิดอ่านนี่เองแหละครับ

ตัว app สามารถรองรับ file รูปได้หลายประเภทมาก และแน่นอนที่พลาดไม่ได้เลยคือมันสามารถอ่านไฟล์ประเภทที่เป็น archive ได้เลย นั่นก็คือไฟล์ .cbr (หรือเอาไฟล์ .rar เปลี่ยนนามสกุลตรงๆเลย) กับ .cbz (ไฟล์ .zip ที่ rename ได้ตรงๆเหมือนกัน) ที่หลายๆ manga viewer บน pc ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วนั่นเองครับ

ในหน้า viewer นั้น เราจะทำการเปลี่ยนหน้าได้โดยการจิ้มได้ที่มุมจอทั้งหมด 7 จุดด้วยกัน โดยตำแหน่งที่ว่านี้เราจะเห็นเป็นปุ่มกลมๆรางๆครับ (ความเข้ม/จางของปุ่มนี้ เราปรับในหน้าตั้งค่าได้) ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ผู้เขียนโปรแกรมไม่ได้ให้ใช้การลากนิ้วในการเปลี่ยนหน้า น่าจะเป็นเพราะต้องการไม่ให้ไปมีปัญหากับการใช้นิ้วคีบย่อขยายรูปครับ

ในระหว่างที่อ่านในหน้า viewer นั้น เราสามารถกดปุ่ม menu เพื่อที่จะเปิดไฟล์อื่น หรือเลือกกระโดดไปหน้าเลขที่เท่าไหร่ได้เลย รวมถึงการวางที่คั่นหนังสือ (bookmark) ได้ด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือ เมื่อเราเปิดอ่านรูปไปถึงหน้าสุดท้ายของไฟล์ / folder นั้น พอกดเปลี่ยนหน้า ตัวโปรแกรมก็จะเปิดไปหน้าแรกของไฟล์ถัดไปให้ทันทีครับ นอกจากนี้เราสามารถเลือกที่จะตั้งค่าว่าเราจะอ่านจาก ขวาไปซ้ายหรือสลับกันก็ได้ เหมาะมากเวลาอ่านบนรถไฟฟ้าแล้วต้องสลับมือในการถืออ่านครับ

Best Manga Reader for Galaxy Tab อ่านการ์ตูนให้จุใจด้วย jjComics Viewer

นอกจากนี้แล้วตัวโปรแกรมยังสามารถตั้งค่าได้อย่างมากมายและละเอียดมาก ตั้งแต่เรื่องของการตั้งว่าจะล๊อคไม่ให้หน้าจอหมุนไหม จะคงความสว่างไว้ตลอดไม่ให้จอดับ หรือปรับเรื่องพฤติกรรมในการใช้ปุ่มเปลี่ยนหน้าได้ละเอียด รวมไปถึงการใช้ ปุ่มๆต่างๆบนตัวเครื่อง เช่นปุ่มปรับเสียงขึ้นลงมาช่วยในการเปลี่ยนหน้าด้วยครับ
ข้อดี

* เปิดไฟล์รูปได้หลายประเภท รวมถึง .cbr .cbz
* สามารถตั้งค่าโปรแกรมได้ละเอียดมาก
* รองรับการหมุนของหน้าจอ และเลือกล๊อคหน้าจอได้

ข้อเสีย

* แอบมีปิดตัวเองหรือโหลดนานบ้าง แต่เป็นน้อยมากๆครับ

โดยสรุปแล้ว นี่เป็นโปรแกรมที่นักอ่านการ์ตูนบน Android Tablet ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดครับ เหมาะสมแล้วสำหรับ 5 ดาว ของเค้าดีจริงๆ คนไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนเห็นด้วยแน่นอน ใครลองใช้แล้ว ชอบเหมือนกันไหมครับ? หรือมี app ตัวอื่นที่อยากแนะนำหรือเปล่า? ฝากความเห็นไว้ได้เลยครับ

Source : acegimo.com

09/28/10

Permalink 08:55:11 pm, Categories: ของเล่นไฮเทค

สัมผัสแรกกับ "เพลย์สเตชั่น มูฟ" จอยใหม่สำหรับจับการเคลื่อนไหวบน Playstation3

playstation move

เนื่องด้วยผู้เขียนได้มีโอกาสไปลองเล่น"เพลย์สเตชัน มูฟ"(PlayStation Move)ที่ร้าน itemgameshop ที่ ดิจิตอล เกทเวย์ จึงเป็นโอกาสอันนี้ที่จะได้พรีวิวก่อนที่เพลย์สเตชัน มูฟจะออกวางจำหน่าย และเนื่องด้วยก่อนไปทดลองผู้เขียนได้จับวี รีโมตในเกม Wii Sport Resort ที่ได้ใช้วีโมชันพลัสด้วยในงานหนึ่งมาทั้งวัน ทำให้การเล่นเพลย์สเตชัน มูฟครั้งนี้ได้เอาความรู้สึกไปเปรียบเทียบกับวีกันเต็มที่แน่นอน

การลองครั้งนี้ ทางร้านได้นำเกมรวมกีฬา "Sport Champions" มาให้ลอง ลักษณะคล้ายๆเกมวี สปอร์ต แต่ทางร้านได้จอยหลักของเพลย์สเตชัน มูฟมาแค่อันเดียวทำให้การลองเกมไม่สมบูรณ์นัก แม้จะสามารถเล่นด้วยจอยอันเดียวได้ แต่จะไม่สมบูรณ์แบบเท่าจอย 2 ตัว

สัมผัสแรกผมบอกได้เลยว่าเพลย์สเตชัน มูฟสามารถจับการเคลื่อนไหวได้ละเอียดและเที่ยงตรงกว่าวี โมตและมันยังเที่ยงตรงกว่าวีที่ติดโมชันพลัสด้วยซ้ำ เพราะมันสามารถจับการเคลื่อนไหวได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจับมิติการเล่นและแรงการตวัดจอยได้ละเอียดและสมบูรณ์แบบมาก แม้ว่าอาจจะไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไรเลย เพราะผู้เขียนก็ผ่านการเล่นเกมแนวนี้มาแล้วเกือบ 4 ปีบนวี แต่การได้ลองเกมรูปแบบเดิมๆที่พัฒนาทั้งการบังคับภาพและเสียง ระดับ HD มันทำให้รู้สึกว่ารู้สึกอยากได้มาเป็นเจ้าของแม้จะมีวีอยู่แล้วก็ตาม

เกม Sport Champion มีทั้งหมด 6 เกม ดังนี้

1. ฟันดาบ
แค่เริ่มก็สนุกแล้ว เพราะเหมือนเราได้เล่นเกม"โซล คาลิเบอร์"ที่เราได้ฟันกันจริงๆเลย เพราะเกมเหมือนเราได้เป็นอัศวิน ที่ต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้ ในลานประลอง โดยตัวเกมสามารถจับการเคลื่อนไหวได้เที่ยงตรงสมชื่อ ไม่มีการมาฟันมั่วๆ การจับทิศทาง บนล่าง ทำได้ดีและละเอียดมาก และเกมยังมีการตรวจจับความแรงเบาได้อย่างน่าทึ่ง เพราะถ้าคุณอยากฟันแรง คุณก็ต้องออกแรงมากด้วย แถมเรายังกดปุ่มเพื่อหลบ มีการกดปุ่ม T แล้วตั้งจอยเพื่อเป็นโล่ และมีท่าไม้ตายอีก โดยรวมประทับใจมากกว่าเกมวีฟันดาบอีกครับ แต่เล่นนานๆมีปวดแขนแน่

2. ปิงปอง
เชื่อมั้ยว่าก่อนได้เล่นเกมปิงปองในเกม Sport Champion ผู้เขียนได้ลองตีปิงปอง บน Wii Sport Resort มา ทำให้เปรียบเทียบได้เลยว่า PS Move มันละเอียดกว่าวีมาก ทั้งมุมองศาการกระทบไม้ แรงเหวี่ยง ระยะการตีเกมทำได้ละเอียดมากๆ แต่มีพอข้อเสียอยู่บ้างที่ค้นเจอ ไว้จะมาเล่าในรีวิวเต็มๆ

3. วอลเลย์ชายหาด
ก็เหมือนเกมแนวนี้บนวี ที่เราจะไม่ได้บังคับตัวละคร แต่ใช้การออกท่าทางผ่าน คอนโทรลเลอร์เพื่อตี-ส่ง-ตบลูก การจับการเคลื่อนไหวละเอียดมาก แม้รูปแบบยังไม่แตกต่างจากเกมบนวีนัก

4. Bocce (คล้ายๆเปตอง)
แม้ผู้เขียนจะไม่เคยเล่น Bocce หรือเปตองจริงๆ แต่เท่าที่เล่นทำให้รู้ว่า PS Move ทำให้การโยนลูกง่ายดายเกินคาด ผู้ที่ไม่เคยเล่นเปตองจริงๆยังรู้สึกชอบเลย เพราะเกมจับได้ทั้งแรงเหวี่ยง และการบิดข้อมือได้ละเอียดสมจริงมาก

5. กอล์ฟโดยใช้จานร่อน
เกมที่ต้องปาจานร่อนลงตะกร้าบนสนามกอล์ฟ ในเกมไทเกอร์ วูดส์ 10 / 11 บนวีก็มี และผู้เขียนก็ได้เล่นเมื่อปีที่แล้ว และสำหรับ PS Move แม้จะไม่ได้ชอบนัก แต่ก็ถือว่าทำได้ดี การจับจังหวะแรงเบา และทิศทางการปาล้วนทำได้แม่นยำ

6. ยิงธนู
เสียดายที่ผู้เขียนได้ลองแบบคอนโทรลเลอร์อันเดียว ทำให้การเล่นเหมือนการใช้วีรีโมตเล็งยิงทั่วๆไป เพียงแต่เมื่อเราใช้ จอย PS Move 2 ตัว เราจะใช้มือซ้ายแทนคันธนู แล้วใช้ PS Move อีกอันแทนการจับลูกธนู แล้วทำท่าดึงสายธนู แล้วเล็งยิงไปบนหน้าจอ ที่ยอดเยี่ยมมากก็คือการเล็งยิงที่ทำได้รวดเร็วมาก การเล็งก็ทำได้แม่นยำ

ขอบคุณบทความรีวิวดีๆจาก ASTV ผู้จัดการ

07/17/10

Permalink 10:57:46 pm, Categories: ของเล่นไฮเทค , Tags: gadget, game, nintendo 3ds

Link: /nintendo-3ds

nintendo 3ds

ในงาน E3 2010 ผู้ชมทั้งที่อยู่ในโถงแสดงงานและที่ติดตามการถ่ายทอดสดตามสื่อต่างๆทั่วโลก ก็คาดหวังที่จะได้ยลโฉมพัฒนาการก้าวใหม่ของเครื่องเล่นเกมแบบพกพา Nintendo 3DS จากฝั่งผู้ผลิตที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์อย่าง Nintendo ซึ่งต้องยกให้เป็นเบอร์1ของวงการเกมพกพา ที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการเกม

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ปรากฏการณ์ Nintendo 3DS ฟีเวอร์สร้างกระแสความอยากรู้อยากเห็นไปทั่วโลก เช่นเดียวกันกับที่นินเทนโดเคยทำไว้เมื่อครั้งเปิดตัวเครื่องเล่นเกมที่ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นเกมไปอย่าง Wii ลองมาดูสเปค เครื่องของเจ้าตัวน้อย Nintendo 3DS ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างกันดีกว่า

nintendo 3ds

รายละเอียดสเปคเครื่อง Nintendo 3DS

ขนาดตัวเครื่อง : กว้าง 135 มม. x ยาว 74 ม.ม. x หนา 20.32 ม.ม.

น้ำหนัก : 227 กรัม

จอบน : จอLCD display ที่ให้ภาพสามมิติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา ขนาด 3.53 นิ้ว ความละเอียด 800 x 240 พิกเซล ***(ความละเอียดที่ 400 พิกเซล/การมองเห็นของดวงตาแต่ละข้างขณะเปิดฟังชั่น 3D)***

จอล่าง : จอ LCD แบบสัมผัส ขนาด 3.02 นิ้ว ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล

กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Built-in ด้านหน้าตัวเครื่อง outward facing stereoscopic lenses จำนวน 2 ตัว, กล้องด้านในตัวเครื่อง 1 ตัว / ความละเอียดของภาพถ่ายระดับVGA ขนาด 640 x 480 ความละเอียดที่ 3แสนพิกเซล รองรับการถ่ายภาพแบบสามมิติ

การเชื่อมต่อแบบไร้สาย : 802.11 Wi-Fi with LAN and 2.4 GHz band support

Inputs : ช่องเสียบตลับเกม Nintendo 3DS, ช่องเสียบ SDเมมโมรี่การ์ด(ยังไม่ระบุขนาดความจุที่รองรับ), ช่องเสียบหม้อแปลงไฟฟ้า AC Adapter, charging radle terminal, ไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟังแบบสเตอริโอ

“3D depth slider” ปุ่มสไลด์สำหรับปรับระดับการแสดงผล 3D, ลำโพงสเตอริโอแบบ Built-in ในตัวเครื่อง, แบตเตอรรี่แบบลิเธียมไอออน(ยังไม่มีรายละเอียดขนาดความจุของแบต)

อุปกรณ์การบังคับ : D-Pad controler, ปุ่ม A B X Y, shoulder pads, “Slide pad” ที่บังคับแบบอนาลอค360องศา และ built-in motion sensor and gyroscope (Balacne Control)

จะเห็นได้ว่าขนาดของตัวเครื่องของ Nintendo 3DS มีการปรับเปลี่ยนใ้ห้ต่างกับของ Nintendo DSi อยู่บ้างเล็กน้อย อาจเป็นเพราะดีไซน์ของตัวเครื่องที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปบ้างให้ดูไฮเทค มากกว่าแบบเดิมที่เน้นความเรียบหรู ขนาดของหน้าจอ LCD ตัวบนที่ใช้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่า DSi ที่ใช้จอขนาด 3.25 นิ้ว อยู่เล็กน้อยแต่ไม่ใหญ่เท่ากับ DSi LL

คอนโทรลเลอร์สำหรับบังคับเกมเพิ่มเติมปุ่ม Analog เข้ามา แล้วเปลี่ยนตำแหน่งของปุ่ม Select / Start จากเดิมที่เป็นปุ่มเล็กๆด้านขวามือ ไปอยู่ที่ด้านล่างของทัชสกรีนแทน น่าจะทำให้กดได้ง่ายขึ้นกว่าปุ่มเล็กๆแบบเดิม

nintendo 3ds

เทคโนโลยีใหม่ๆ(แต่ไม่ใหม่ล่าสุด)ที่ 3DS เพิ่มเข้ามาอย่าง built-in motion sensor and gyroscope (Balacne Control) ระบบการควบคุมความสมดุล กับระบบภาพแบบสามมิติ และประสิทธิภาพของกราฟฟิคการ์ด GPU (Graphics Processor) Pica200 น่าจะช่วยทำให้ระบบภาพของ 3DS ออกมายอดเยี่ยมและมีลูกเล่นแปลกๆใหม่ๆให้ได้ลิ้มลองกันอย่างแน่นอน

แแฟนบอย Nintendo อดใจรอสัมผัสกับ Nintendo 3Ds ตัวจริงกันอีกไม่นานนี้แน่นอนครับ

May 2012
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
 << <   > >>
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

Search

SchoolNet