แนะนำคลับน่าเที่ยวในเพิร์ธ
By enjoytravelling on Jun 24, 2010 | In Uncategorized
เพิร์ธเป็นเมืองหลวงของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย โดยเป็นหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่โดดเดี่ยวห่างจากเมืองอื่นๆ แต่ช่วงหลังๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตั๋วเครื่องบินจากเอเชียมีราคาถูก แม้ว่าจะไม่โด่งดังเท่าซิดนีย์หรือเมลเบิร์น แต่เพิร์ธก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของนักดื่มและชาวปาร์ตี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ซึ่งคนท้องถิ่นขนานนามว่า “ซันเดย์ เซสชั่น” นับเป็นช่วงเวลาชาวเพิร์ธนิยมออกมาดริงค์กันเป็นประจำ
แหล่งสถานบันเทิงหลักของเพิร์ธตั้งอยู่ในย่านนอร์ธบริดจ์ โดยมีร้าน Metro City Concert Club (146 Roe St., Northbridge) เป็นคลับที่ใหญ่ที่สุดและมักจะมีโชว์จากนานาชาติแวะเวียนมาจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ คลับชั้นนำแห่งนี้ประกอบไปด้วยบาร์ 5 แห่ง ซึ่งสามารถมองเห็นฟลอร์เต้นรำที่นักเต้นประจำคลับและลูกค้าหลายร้อยคนออกมายักย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเมามันส์ นอกจากนี้ คืนวันเสาร์ยังมีดีเจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเปิดเพลงแนวอาร์แอนด์บีและแนวเฮ้าส์ให้ได้รับฟังกัน
อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งใหญ่โตและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน คือ ร้าน Hip-E Club (663 Newcastle Street, Leederville) ซึ่งเพิ่งจะฉลองครบรอบ 20 ปีไปเมื่อไม่นาน ถึงแม้จะไม่ได้เหริดหรูอลังการ แต่คลับแห่งนี้ก็อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนาน พร้อมแดนซ์ฟลอร์ที่ตกแต่งด้วยบูธดีเจที่สร้างขึ้นจากรถแวนโฟล์คสวาเก้น คอมบิ รวมถึงมีดนตรีหลากหลายยุคสมัย ไล่มาตั้งแต่ยุค 70 80 90 ไปจนถึงยุค 2000 สำหรับผู้ฟังทุกรสนิยม ภายในคลับตกแต่งอย่างมีสีสันด้วยแสงไฟละลานตา ขณะที่ด้านนอกก็มีบริเวณกลางแจ้งสไตล์ทรอปิคัลที่มาพร้อมกับบาร์และร่มขนาดยักษ์
แต่หากคุณต้องการสถานที่แบบเก๋ไก๋ ก็ต้องไปลองที่ Geisha Bar (135a James st., Northbridge) ซึ่งเล่นเพลงอันเดอร์กราวน์ พร้อมทั้งมีการตกแต่งที่ผสมผสานศิลปะญี่ปุ่น ศิลปินป๊อปร่วมสมัย และที่นั่งสไตล์รถบัสเข้าไว้ด้วยกัน จนเกิดเป็นความสุนทรีย์แห่งการผ่อนคลายอย่างหรูหรา อย่างไรก็ตาม เตือนไว้อย่างหนึ่งว่าลูกค้าของที่นี่เป็นพวกไฮโซหน้าตาดีที่ชอบเดินเริดเชิดหยิ่งโชว์ออฟไปมา แถมบางทีคุณอาจจะไม่ได้เข้าไปนั่งในคลับด้วยซ้ำหากแต่งตัวไม่เข้ากับบรรยากาศของร้าน โดยที่นี่ยึดถือคติว่า “จะแต่งตัวสวยหรือแต่งตัวห่วยยังไงก็ได้...ขออย่างเดียวว่าให้โดน” Geisha เปิดให้บริการวันศุกร์และวันเสาร์ ตั้งแต่ 5 ทุ่มจนถึง 6 โมงเช้า
การท่องเที่ยวแบบอาสาสมัครในเชียงใหม่
By enjoytravelling on Jun 10, 2010 | In Uncategorized
การท่องเที่ยวไทยในยุคนี้สมควรจะต้องถูกจารึกในประวัติศาสตร์ด้านการตลาด เนื่องจากได้ทำให้การท่องเที่ยวแบบธรรมดากลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว สมัยก่อนนั้น กว่าที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะตัดสินใจเอาเงินเก็บไปเที่ยวนั้น ต้องคิดหนักทีเดียว แต่ทุกวันนี้ กลายเป็นว่าใครๆ ก็อยากทำงานเก็บเงินไปเที่ยวแม่สายกันทั้งนั้น
การท่องเที่ยวไม่ว่าจะเชิงอนุรักษ์ เชิงเกษตร หรือแบบอาสาสมัคร ต่างมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนทำให้ชาวต่างชาติได้เห็นมิติใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไทย ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้รับความสนใจมากมายจากหลายโรงแรมในเชียงใหม่ แต่การท่องเที่ยวแบบอาสาสมัครนั้นมักถูกมองข้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะการได้อาสามาช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ให้ผู้คนในชุมชน ถือเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนในชนบทได้อย่างที่แท้จริง แบบที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
มีนักเดินทางอิสระหลายกลุ่มที่จัดกิจกรรมอาสาของตัวเอง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปโดยเฉพาะชาวต่างชาติ การไปหากิจกรรมทำเองคงจะเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ไม่น้อย ดังนั้น จึงมีตัวแทนรับจัดกิจกรรมอาสาสมัครในช่วงสั้นๆ ขึ้นมาโดยมีค่าใช้จ่าย แม้การช่วยเหลือด้วยกำลังทรัพย์แบบนี้จะฟังดูล้าสมัยไปหน่อย แต่บริษัทตัวแทนเหล่านี้ก็คิดหาโครงการดีๆ ที่จะช่วยให้การอาสาสมัครของนักท่องเที่ยวเกิดประโยชน์สูงสุดได้
ปัจจุบัน เชียงใหม่เต็มไปด้วยโครงการอาสาสมัครมากมาย โดยมีตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจดังนี้:
การเป็นอาสาสมัครในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
บ้านเด็กเวียงพิงค์ เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเชียงใหม่ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ตั้งอยู่ใกล้กับศาลาว่าการจังหวัด ที่นี่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยากจะมาเล่นกับเด็กๆ หลังเลิกเรียน เด็กเหล่านี้มาจากพื้นเพต่างๆ กัน บางคนเป็นเด็กกำพร้าจริงๆ แต่บางคนก็เป็นเด็กที่ถูกทิ้งหรือถูกล่วงละเมิด บ้านเด็กเวียงพิงค์แห่งนี้มีขนาดใหญ่และมีพื้นที่ใช้สอยพอสมควร อาจจะดูเหงาๆ ไปบ้าง แต่เด็กๆ ที่นี่ก็มีความสุขดีกับการได้มีโอกาสพบปะผู้คนจากที่ห่างไกล นอกจากบ้านเด็กกำพร้าขนาดใหญ่อย่างเวียงพิงค์แล้ว ก็ยังมีสถานสงเคราะห์เล็กๆ แห่งอื่นที่บริหารงานโดยเอกชน ซึ่งยังคงต้องการความช่วยเหลืออีกมาก แม้บางแห่งอาจยังลังเลอยู่บ้างในการอ้าแขนต้อนรับอาสาสมัครที่จะเข้ามาในชีวิตของเด็กๆ แล้วก็ต้องจากไปในแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มชาวคริสต์ และดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการอาสาสมัครที่เต็มใจจะเข้ามาช่วยในระยะยาวมากขึ้น อาจจะเป็นช่วง 6 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น สองโครงการที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ บ้านอากาเป้ (Agape Home) สำหรับเด็กที่ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ และบ้านดอกไม้ป่า (Wildflower Home) ซึ่งเป็นที่พักพิงสำหรับแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง หรือผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม
สอนภาษาอังกฤษในวัด
เมื่อจองที่พักในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเลือกห้องไหนก็มักจะต้องมีวิวที่มองเห็นวัดได้ เมืองเชียงใหม่นี้มีโรงเรียนวัดจำนวนมาก เด็กผู้ชายจากชนบทหรือจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนจะพากันมาเรียนฟรีที่นี่ เด็กที่มาเรียนมักจะบวชเป็นสามเณร ห่มจีวร โกนผม แต่ส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบแล้ว ก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม ภาษาอังกฤษก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เรียนกันที่นี่ และทางผู้บริหารของโรงเรียน (ซึ่งก็เป็นพระเช่นกัน) ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมีชาวต่างชาติมาช่วยสอนทักษะการพูดและการฟังภาษาอังกฤษ นอกจากจะได้มาเก็บภาพความประทับใจแล้ว การได้มาสอนภาษาอังกฤษในวัดยังทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอีกแง่มุมหนึ่งของวัดที่พวกเขาไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสมาก่อน กิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การทำวัตรเช้าไปจนถึงช่วงฉันเพล ล้วนมอบประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ลองมาสัมผัสดู แล้วจะรู้ว่าการได้มากินข้าวแกงแบบไทยๆ ดีกว่ากินฟาสต์ฟู้ดเป็นไหนๆ
อาบน้ำให้ช้าง
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้พาช้างไปอาบน้ำในแม่น้ำ ช้างที่เชียงใหม่มีปัญหาเรื่องไม่มีงานทำ ในสมัยก่อน ช้างมีหน้าที่ลากซุงไปยังแม่น้ำเพื่อทำสะพาน แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ใช้เครื่องจักรกันหมดแล้ว แถมอุทยานแห่งชาติทั้งหลายก็มีส่วนทำให้ช้างสูญเสียการดำรงชีวิตแบบเดิมของมันไป ศูนย์อนุรักษ์ช้างได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเพื่อให้ช้างมีกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป (ไม่ได้ล้อเล่นนะ) การเตะฟุตบอล หรือการอาบน้ำซึ่งอาจจะอาบบ่อยกว่าคนเสียอีก ช้างต้องหาเลี้ยงตัวเองโดยการแสดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวชม การให้ขี่หลัง และการให้อาสาสมัครได้มีโอกาสทำงานร่วมกับมัน แม้ทุกอย่างจะเป็นธุรกิจ แต่บรรดาช้างเหล่านี้ก็ทำหน้าที่ได้ดี สำหรับองค์กรเรื่องช้างที่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นได้แก่ Elephantnaturepark.org ซึ่งมีโครงการรับสมัครอาสาสมัครในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลทั่วไป สัตวแพทย์ และสัตวแพทย์ฝึกหัด
ฝึกงานอย่างมืออาชีพ
สถาบันและกลุ่ม NGO หลายแห่งในเชียงใหม่กำลังเปิดรับให้นักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาฝึกงาน แต่มักไม่มีค่าตอบแทนให้ แถมงานส่วนใหญ่ที่ดำเนินการผ่านบริษัทตัวแทนในท้องถิ่นยังต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกด้วย การที่ต้องเดินทางมาไกลแถมยังต้องจ่ายเงินเพื่อให้บริษัทจ้างตัวเองอีกนั้นทำให้นักศึกษาต่างชาติหลายคนถอดใจ แต่รับรองได้ว่าถ้าได้ลองมาทำแล้ว ประวัติในใบสมัครงานจะต้องออกมาดูดีแน่นอน
สำหรับสาขาที่เปิดรับมากที่สุดในเชียงใหม่ก็คือนักศึกษาเตรียมแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งในตัวเมืองมีการเปิดรับนักศึกษาฝึกงานจากต่างชาติเข้ามา โดยให้จับคู่ทำงานร่วมกับแพทย์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ นักศึกษาแต่ละคนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด พวกเขาจะได้มีโอกาสเดินดูอาการผู้ป่วย เป็นผู้ช่วยแพทย์ และสังเกตขั้นตอนการรักษา นักศึกษาที่ผ่านการรับรองแล้วจะได้รับผิดชอบหน้าที่ในระดับสูงขึ้น แต่เกณฑ์ของที่นี่นั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโครงการนักศึกษาฝึกงานในเมืองนอก เรื่องนี้อาจทั้งน่าตื่นเต้นหรืออาจจะน่ากลัวหน่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่านักศึกษาเหล่านั้นได้รับผิดชอบหน้าที่ด้านไหน แต่ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม ทุกอย่างก็จะต้องอยู่ในความดูแลที่เข้มงวดของแพทย์ โครงการนักศึกษาแพทย์ฝึกงานที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือนั้น ได้แก่ Friends for Asia โดยมีผู้ก่อตั้งคือหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพของอเมริกา (Peace Corps veteran) ซึ่งถือเป็นกลุ่มอาสาสมัครหลักๆ ในเชียงใหม่
มะละกา สวรรค์ของนักกิน
By enjoytravelling on May 13, 2010 | In Uncategorized
มะละกาจะทำให้ทุกประสาทสัมผัสของคุณเพลิดเพลิน แต่แม่เหล็กดึงดูดหลักที่คุณจะพบเห็นได้ตั้งแต่บริเวณท่าเรือเก่าสำหรับขนถ่ายเครื่องเทศตลอดเรื่อยไปตามถนนที่มาจากกัวลาลัมเปอร์ก็คืออาหาร มะละกามีชื่อเสียงในเรื่องอาหารอร่อย ราคาไม่แพงแถมมีคุณภาพดี
ร้านอาหาร 5 แห่งต่อไปนี้ล้วนสะท้อนถึงความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของมะละกาที่ปรากฏอยู่รอบ ๆ หรืออยู่ในย่านไชน่าทาวน์ แต่ถ้าคุณจะไปร้านอาหารเหล่านี้เราอยากให้คุณเผื่อใจสำหรับการจราจรที่ติดขัดเอาไว้ด้วย
Sri Kaveri, Lorong Hang Jebat
ร้านนี้ตั้งชื่อตามแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย และถึงแม้ว่าจะไม่มีไกด์บุ๊คแนะนำแต่เราจะแนะนำเอง เพราะจ่ายเพียงแค่ไม่กี่ริงกิตคุณก็จะได้อาหารมาเต็มโต๊ะอย่างกับจัดงานเลี้ยงเพื่อถวายให้พระแม่คงคาอย่างไรอย่างนั้น อาหารก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารชุดที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน ส่วนที่ตั้งของร้าน Sri Kaveri นี้ก็อยู่ใกล้กับ the Honky Tonk Haven Café บนถนนที่ตัดผ่านแม่น้ำ ห่างออกไปจาก Jonker Walk ถ้าหาไม่เจอก็ให้มองหาประตูทางเข้าที่ตกแต่งด้วยพวงมาลัยสีสันสดใสก็แล้วกัน
Pak Putra Tandoori & Naan Restaurant, Jalan Laksmana 4
ไม่ว่าใครที่ได้มาชิมอาหารที่ร้าน Pak Putra ก็ต้องติดออกติดใจไปตามๆ กันเพราะมีบรรยากาศรื่นเริงเหมาะกับการพบปะสังสรรค์ในคืนที่อากาศแสนสบาย เมนูแนะนำก็คือ น้ำมะม่วงปั่นผสมโยเกิร์ต (lassi) ที่เข้มข้น และเนื้อสัตว์หลายชนิดรวมทั้งอาหารทะเลรสจัด ร้าน Pak Putra นี้อยู่ในซอยเล็ก ๆ ห่างออกมาจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม Jonker Walk ตามทางที่มุ่งหน้าไปทะเล
Limau Limau Cafe, Jonker Street
โคมระย้า เพลงละตินแจ๊ส และภาพถ่ายสุดอาร์ตทำให้ร้าน Limau Limau มีบรรยากาศเหมือนเมืองเมลเบิร์นของแดนจิงโจ้ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีจุดเด่นทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่ง และแน่นอนว่าอาหารที่ Limau Limau จะได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถัน ถ้าหากคุณอยากเปลี่ยนจากแกงกะหรี่ ข้าวมันไก่ก้อนกลม และแกงเผ็ดที่หาได้ทั่วไปในมะละกาแล้วละก็ ร้านกาแฟที่มี 2 ชั้นร้านนี้ก็มีช็อคโกแลตสมูทตี้ที่แสนอร่อย น้ำผลไม้คั้นสด น้ำผลไม้ปั่นผสมโยเกิร์ต กาแฟ Lavazza และอาหารอื่น ๆ ให้ได้ลิ้มลอง จะบอกให้ว่าแม้แต่มูสลี่ที่นี่ยังมีรสชาติไม่ธรรมดาเลย ร้าน Limau Limau ตั้งอยู่ห่างจาก Temple Street หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Harmony Street ซึ่งมีเกสต์เฮ้าส์เรียงรายอยู่เต็ม
Zheng He Tea House, Jalan Tukang Emas
ร้าน Zheng He Tea House เป็นร้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่บนถนนที่ดึงดูดใจที่สุดในเมืองมะละกาที่ไม่เคยหลับใหล มุมหนึ่งของร้านจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีจดหมายรักจารึกด้วยอักษรโบราณอยู่บนกรอบประตูด้านในและมีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน และเพื่อให้เข้ากับการตกแต่งและรูปแบบสถาปัตยกรรม ร้านนี้ก็มีชารสเลิศเข้ากับบรรยากาศเป็นที่สุด เราแนะนำให้คุณคุยกับผู้จัดการร้านที่ชื่อ Pak หรือลูกสาวของเธอที่เชี่ยวชาญเรื่องชาและให้เธอแนะนำใบชาที่เหมาะกับรสนิยมหรือความต้องการด้านสุขภาพของคุณได้เลย
Geographer Cafe, Jalan Hang Jebat
เมื่อมามะละกาคุณไม่ควรพลาดร้าน Geographer Café นักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้าไปในเมืองจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลหลายอย่างไม่ใช่เพียงเพราะว่าที่นี่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ร้าน Geographer Café มีมุมเก๋ ๆ ตรงหัวมุมถนนให้ลูกค้าได้มองเห็นผู้คนเดินไป-มาด้านนอกด้วย นอกจากนี้อาหารทั้งหมดที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารตะวันตก มาเลเซีย หรือฟิวชั่นก็อร่อยอย่าบอกใครเลยเชียว สำหรับเครื่องดื่มซึ่งรวมถึงเบียร์ขาวและเบียร์ดำ ก็รสชาติเยี่ยมไม่น้อยหน้ากันเลย
สุดท้ายก็ต้องบอกว่าถ้าคุณบังเอิญไปในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้มองหาคนขายน้ำสับปะรดคั้นสดที่จะมาวนเวียนอยู่แถว ๆ เวทีประกวดร้องเพลงสาธารณะที่จัดขึ้นทุกสุดสัปดาห์ในย่านไชน่าทาวน์
ดินเนอร์หรูในมุมสูงที่ภัตตาคารหูท่ง ฮ่องกง
By enjoytravelling on Apr 8, 2010 | In Uncategorized
หนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของฮ่องกงก็คือความงดงามของเส้นขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตา ซึ่งคุณจะสังเกตเห็นได้ทันทีที่เครื่องบินของคุณร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวล ภาพของตึกระฟ้าที่มีภูเขาโอบล้อมอยู่ด้านหนึ่ง และอ่าววิคตอเรียอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดความงามจนสุดจะบรรยายขนาดที่เหล่านักกินทั้งหลายต่างพากันสงสัยว่า “ฉันจะดื่มด่ำกับความงามของวิวไปพร้อม ๆ กับการกินอาหารรสเลิศได้ยังไงกัน”

มีคำตอบทั้งอย่างถูกและอย่างแพง แต่เราจะพูดถึงเฉพาะอย่างหลังเท่านั้น นั่นหมายถึงดินเนอร์หรูที่ภัตตาคารบนตึกสูงในฮ่องกงที่มีอยู่เต็มไปหมด และเพื่อให้คุณได้พบกับวิวที่คุณต้องการจะชื่นชมจนหยดสุดท้าย เราขอแนะนำที่ที่เจ๋งที่สุดแห่งหนึ่งชื่อภัตตาคารหูท่งซึ่งตั้งอยู่ ณ เลขที่ 1 ถนนปักกิ่งในย่านจิมซาจุ่ย จะบอกให้ว่าคุณจะประทับใจกับบรรยากาศสุดแสนคลาสสิก ไวน์ชั้นดี และวิวยามค่ำคืนมากกว่าอาหารเสียอีก (ถึงแม้ว่าคุณจะต้องจ่ายแพงเอาการอยู่)

ถ้าโชคดีหน่อยคุณอาจจะได้นั่งโต๊ะติดริมกระจกที่จะมองเห็นวิวที่แสนวิเศษของเกาะฮ่องกง ผืนน้ำและแสงไฟนีออนระยิบระยับที่อยู่ตามตึกรามบ้านช่อง ที่หูท่งนี่เขาเปิดไฟสลัวเป็นที่สุดเพื่อขับเน้นให้วิวยามค่ำคืนโดดเด่นขึ้นมา ก็เลยทำให้อาหารทุกจานที่ยกมาเสิร์ฟนั้นดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ยกเว้นเป็ดปักกิ่งที่เสิร์ฟมาทั้งตัวนั่นแหละ เป็นใครก็คงไม่พลาดที่จะตักเจอเนื้อเป็ดตัวอ้วน ๆ ตัวนั้น ส่วนอาหารจานอื่น ๆ ก็มีผักลวกซึ่งธรรมดามาก ๆ อ้อ! แล้วก็ยังมีชาดอกบัวหรือตะไคร้อะไรสักอย่างที่รสชาติหวาน ๆ แต่ดื่มแล้วสดชื่นดีอีกด้วย

ส่วนการตกแต่งภายในก็ถือเป็นจุดขายหลักของภัตตาคารหูท่งเลยทีเดียว ที่นี่เน้นโทนสีเลือดหมูและประดับประดาด้วยไม้แกะสลักแลดูคลาสสิก แถมคุณยังจะละลานตากับของเก่าหลายชิ้นที่ตั้งโชว์ไว้อีกด้วย ทั้งหมดที่ว่ามานี้อาจจะทำให้คุณนึกอยากจะตกแต่งที่พักของคุณใหม่ตามแบบ Chinoiserie นี้กันเลยละ และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้นั่งติดริมกระจกก็ไม่เป็นไร แต่ขอแนะนำว่าบริเวณที่ดีที่สุดก็คือมุมส่วนตัวซึ่งเหมาะมากสำหรับการดื่มสังสรรค์กับก๊วนเพื่อนสนิทของคุณ รับรองว่าคุณจะได้เพลิดเพลินกับดินเนอร์สุดหรูไปพร้อม ๆ กับจินตนาการสุดบรรเจิดอย่างเต็มที่เชียวละ

เว็บไซต์ร้าน: http://www.aqua.com.hk/#/?eng&hutong&concept
คลับน่าเที่ยวในสิงคโปร์
By enjoytravelling on Mar 23, 2010 | In Uncategorized
แม้สิงคโปร์จะไม่ใช่สถานที่ๆ มีแหล่งท่องเที่ยวอันน่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยประเทศเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เชิดหน้าชูตาอย่างสนามบินชางฮี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากนั้น ยังมีอาหารรสเด็ด เช่น ก๋วยเตี๋ยวสิงคโปร์และสิงคโปร์ สลิง (ค็อกเทล) รวมถึงมีแหล่งช็อปปิ้งและคลับชั้นยอดที่ไม่ควรพลาดการไปเยือน
คลับแห่งแรกที่เราขอแนะนำ คือ Zouk (17 Jiak Kim Street) ซึ่งเป็นคลับในตำนานของสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติและเปิดให้บริการมาเป็นเวลานานถึง 17 ปี คลับแห่งนี้ตกแต่งในสไตล์อินดัสเทรียลและภายในร้านได้รับการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกเท่านั้น (ต้องแสดงบัตรสมาชิกถึงจะเข้าไปได้) ซึ่งหากคุณสามารถตีซี้กับนักเที่ยวท้องถิ่นได้ ก็อย่าลืมถือโอกาสแวะเวียนขึ้นไปสัมผัสกับบรรยากาศ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะยังมีดีเจชื่อดังคอยเปิดเพลงสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชื่นชอบแดนซ์มิวสิค ถึงแม้การ์ดหน้าประตูจะไม่ค่อยเป็นมิตรและต้องรอคิวยาวเหยียดที่บาร์ แต่เครื่องดื่มที่นี่ก็นับไปได้ว่าแรงเอาเรื่อง แถมยังเปิดจนถึงดึกดื่นในช่วงสุดสัปดาห์
St James Power Station (3 Sentosa Gateway) คือ สถานบันเทิงขนาดยักษ์ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารที่เคยเป็นโรงไฟฟ้า โดยมีบาร์และดนตรีสดที่พร้อมจะตอบสนองรสนิยมของลูกค้าได้เกือบทุกระดับ เรียกได้ว่า หากคุณตั้งใจจะมาเที่ยวกลางคืนกันแบบจริงๆ จังๆ ล่ะก็ นี่คือตัวเลือกที่เหมาะสมสุดๆ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมด้วยเพดานสูง เทียบเท่าตึก 5 ชั้น อีกทั้งยังติดตั้งระบบแสงสีเสียงอันตระการตา
ปิดท้ายกันด้วยร้าน Zirca (The Cannery, Clarke Quay) ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นคลับน้องใหม่ในสิงคโปร์ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เป็นการจับเอาร้าน Ministry of Sound มาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ โดยเพิ่มองค์ประกอบของละครสัตว์และคาบาเร่ต์เข้าไป เสริมด้วยดีไซน์ภายในที่ดูเก๋ไก๋ทันสมัย ที่สำคัญ อัดแน่นไปด้วยความสนุกและเปิดให้บริการจนถึงช่วงดึก