โมซาซอร์ - Mosasaur
![]()
โมซาซอร์ (อังกฤษ: Mosasaur) เป็นกลุ่มกิ้งก่าทะเลคล้ายงูในวงศ์ Mosasauridae ที่เคยมีชีวิตอยู่ปลายยุคครีเทเชียส เชื่อว่ามีวิวัฒนาการมาจากสัตว์กลุ่มกิ้งก่าและงู ( Squamata) ที่รู้จักกันว่า aigialosaurs ช่วงต้นยุค และหลังจากที่มีการวิเคราะห์วิวัฒนาการของมัน โดยดูโครงสร้างขากรรไกรและกะโหลกศีรษะที่ยืดหยุ่นได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากิ้งก่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นญาติใกล้ชิดกับงู
โมซาซอร์อาศัยกระจายไปหลายส่วนของโลก เพราะในยุคนี้มีระดับน้ำทะเลสูง เรียกว่าน้ำทะเลไปถึงไหนเจ้าสัตว์กลุ่มนี้ก็ไปถึงนั่น ดังจะเห็นได้จากมีการค้นพบฟอสซิลในหลายพื้นที่ ทั้งในอเมริกาเหนือ ได้แก่ แคนาดาและสหรัฐ ที่พบในหลายรัฐซึ่งเคยเป็นเส้นทางทะเล นอกจากนี้ยังพบในเนเธอร์แลนด์ สวีเดน แอฟริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาะเวกานอกชายฝั่งขั้วโลกใต้ โดยพบฟอสซิลครั้งแรกในเขตเหมืองหินปูนในเมืองมาสตริกช์ของเนเธอร์แลนด์ ปี 1764 และจากฟอสซิลที่ค้นพบทำให้แบ่งสัตว์กลุ่มนี้ได้ 4 วงศ์ย่อยคือHalisaurinae ,Mosasaurinae,Plioplatecarpinae และTylosaurinae
โมซาซอร์เป็นกิ้งก่าทะเลที่ว่ายน้ำเก่งและสามารถปรับตัวได้ดีเพื่ออยู่ในเขต ทะเลน้ำตื้นและอบอุ่น และแม้แต่ออกลูกในน้ำ ซึ่งออกลูกเป็นตัว ไม่ต้องขึ้นฝั่งเพื่อไปวางไข่เหมือนเต่าทะเลทั่วไป ส่วนอาหารกินได้ทุกอย่าง รวมถึงพวกทากทะเล หอยและสัตว์ทะเลอื่น ๆ เพราะมีฟันแข็งแรง
ตัวเล็กสุดมีขนาดยาวประมาณ 3-3.5 เมตร ในวงศ์ย่อย Mosasaurinae ส่วนตัวใหญ่สุดยาวระหว่าง 9-15 เมตร
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซอโรโพไซดอน - Sauroposeidon
![]()
ซอโรโพไซดอน (อังกฤษ: Sauroposeidon) มีชื่อมาจาก "เทพโพไซดอน" ของกรีก เป็นไดโนเสาร์ในสกุล ซอโรพอด ขนาดใหญ่ ถูกขุดพบในทวีปอเมริกาเหนือในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐโอคลาโฮมาของสหรัฐอเมริกา ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1994 อาศัยอยู่ในยุค ครีเตเชียสเมื่อประมาณ 110 ล้านปีที่แล้ว
การวิเคราะห์ของนักนิเวศวิทยาบรรพกาล (Paleoecological) ระบุว่า ซอโรโพไซดอน อาศัยอยู่บนชายฝั่งของอ่าวเม็กซิโกในปากแม่น้ำ เช่น เดียวกับ ซอโรพอดอื่นอย่าง แบรกคิโอซอรัส เป็นสัตว์ซึ่งกินพืชเป็นอาหาร คอมีลักษณะคล้ายกับสัตว์กินพืชในยุคปัจจุบันอย่างยีราฟ
ขนาด
" มันน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง สัตว์ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินดิน " เป็นคำพูดโดย Richard Cifelli จากการค้นพบของ ซอโรโพไซดอน ข่าวประชาสัมพันธ์ในปี 1999 ทันทีรวบรวมมาสนใจสื่อต่างประเทศที่นำไปสู่ข่าว (ถูกต้อง) หลายรายงาน"ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบ! ในขณะที่มันเป็นความจริงที่ ซอโรโพไซดอน น่าจะเป็นไดโนเสาร์ที่เรารู้จักที่สูงที่สุด" กระดูกสันหลังที่ยาวมากด้วยชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวรวม 1.4 เมตร (4.6 ฟุต) ทำให้ซอโรโพไซดอนน่าจมีะคอยาวที่สุดในบันทึก ซอโรพอด การตรวจสอบกระดูกคอพวกเขาพบว่าภายในกระดูกเต็มไปด้วย honeycombed ซึ่งเป็น เซลล์อากาศขนาดเล็ก ที่พบได้ในกระดูกไก่หรือนกซึ่งทำให้คอเบาและง่ายต่อการยก เช่นกันกับซี่โครงวัดที่ยาวที่สุด วัดได้ 3.42 เมตร (11.2 ฟุต)
ประมาณการขนาดของ ซอโรโพไซดอน ความยาวของคอเป็นประมาณ 11.25 - 12 เมตร (37-39 ฟุต) เทียบกับความยาวคอของตัวอย่างที่ััพบ 9 เมตร (30 ฟุต) ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ด้วยสัดส่วนที่เหลืออยู่ ความสูงประมาณ 17 เมตร (56 ฟุต) เหนือพื้นดินซึ่งเทียบเท่ากับอาคารสูงหกชั้น ซึ่งเปรียบเทียบกับยีราฟในปัจจุบัน ด้วยตัวสั้นและคอยาวมาก ความสูงถึงไหล่ ประมาณ 6-7 เมตร(20-23ฟุต) ความยาวทั้งหมด ประมาณ 28 เมตร (92 ฟุต) ถึง 34 เมตร (112 ฟุต) มวลของ ซอโรโพไซดอน ประมาณ 50-60 ตัน ในขณะที่กระดูกสันหลังของ ซอโรโพไซดอน ซึ่งยาวกว่า ยีราฟฟาไททั่น และอาจมีร่างกายใหญ่กว่า ยีราฟฟาไททั่น เมื่อเทียบขนาดของลำคอ ยีราฟฟาไททั่นอาจมีนํ้าหนักระหว่าง 36-40 ตัน ซึ่งน้อยกว่า ซอโรโพไซดอน
การค้นพบ
กระดูกสันหลังถูกพบในชนบทของโอคลาโฮมา ไม่ไกลจากเท็กซัส วัดอายุฟอสซิล ได้ประมาณ 110 ล้านปี ซึ่งอยู่ใน ช่วงยุคครีเทเชียส
กระดูกสันหลังคอที่สี่ถูกพบใน Antlers Formation ที่เมือง ฮโทคาเค้าตี้ อยู่ในรัฐโอคลาโฮมา โดย ดร.Richard Cifelli และทีมจากพิพิํธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติโอคลาโฮมา
ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org
นกอินทรีแฮสต์ - Haast s Eagle
รูปนกอินทรีแฮสต์จาก www.yogkoj.com
นกอินทรีแฮสต์ (Haast s Eagle) เป็นนกอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และยังเป็นนกอินทรีย์เพียงชนิดเดียวในโลกที่เคยเป็นนักล่าที่อยู่ตอนบนสุดของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศของมัน ซึ่งอาศัยอยู่ในเกาะใต้และทางตอนใต้ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ เป็นนกอินทรีย์สกุล Harpagornis ในวงศ์ Accipitridae มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Harpagornis moorei มีการขุดพบกระดูกของอินทรียักษ์นี้ครั้งแรกในปี 1871 ระหว่างการขุดค้นกระดูกนกโมอาที่บึงเกลมมาร์ค บริเวณที่ราบแคนเทอร์เบอรี่ของเกาะใต้ จากนั้นได้มีการศึกษาและตั้งชื่อในปีต่อมา
อินทรีย์แฮสต์มีรูปลักษณ์สวยเฉี่ยวคล้ายนกอินทรีย์ทั่วไปเพียงแต่ตัวใหญ่มาก โดยตัวเมียเชื่อว่ามีน้ำหนักระหว่าง 10-15 กิโลกรัม ส่วนตัวผู้จะเล็กกว่าหน่อย หนักประมาณ 9-12 กิโลกรัม มีช่วงปีกสั้นเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมัน ช่วงปีกกว้างเฉลี่ยประมาณ 2.6-3 เมตร ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับนกอินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บางชนิด เช่น อินทรีย์สีทองที่อาศัยทั่วไปในซีกโลกเหนือ และอินทรีย์ทะเลสเตลเลอร์แถบไซบีเรียหรืออะแลสกาโน่น แต่นกอินทรีย์เหล่านี้มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า แค่ประมาณ 9 กิโลกรัมเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปีกที่สั้นของอินทรีย์แฮสต์ถูกออกแบบเพื่อใช้สำหรับบินและเหมาะกับการล่าเหยื่อในป่าทึบ นอกจากนี้แล้วขาที่แข็งแรงพร้อมกล้ามเนื้อกำยำของมันทำให้มันสามารถทะยานขึ้นจากพื้นไปได้ดี แม้ว่าจะน้ำหนักตัวจะมากอยู่สักหน่อย โดยมีหางยาวประมาณ 50 เซนติเมตรเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนไหวและช่วยบินด้วยอีกแรง
อินทรีย์แฮสต์เป็นนกล่าเหยื่อที่น่ากลัวทีเดียว เหยื่อของมันเป็นนกตัวใหญ่ๆที่บินไม่ได้หลายชนิด รวมถึงนกโมอาที่มีน้ำหนักราว 250 กิโลกรัม หรือหนักกว่าเจ้าอินทรีย์แฮสต์ถึง 15 เท่าตัว ยามล่าเหยื่อมันจะใช้วิธีบินโฉบเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตะครุบเหยื่อโดยใช้กรงเล็บที่แข็งแรงไม่ต่างจากเสือไปบริเวณสะโพก หรือพุ่งชนเพื่อให้โมอาเสียหลักหัวฟาดพื้นก่อนใช้กรงเล็บเล่นงาน ส่วนวิธีล่าคน เจ้าอินทรีย์ยักษ์มักใช้วิธีเกาะอยู่บนยอดไม้สูงและคอยจับตาดูยามเดินผ่านไปมา จากนั้นพุ่งเข้าจู่โจมโดยใช้กรงเล็บขยุ้มที่ศีรษะ เจาะกะโหลกเหยื่อ ก่อนใช้ปากกัดเจาะเข้าไปกินเครื่องใน น่าหวาดเสียวทีเดียว ในยุคก่อนการตั้งถิ่นฐานของชาวเมารีมันคงจะล่าเหยื่อได้สะดวก เพราะสภาพแวดล้อมบนเกาะทำให้ปลอดสัตว์นักล่าขนาดใหญ่มารบกวน และไร้คู่แข่งมาแย่งอาหาร
จนเมื่อมนุษย์ตัวเล็กๆแต่พิษสงร้ายมาถึงนั่นล่ะ ทำให้ชะตากรรมของอินทรีย์แฮสต์เปลี่ยนไป โดยชาวเมารีซึ่งเป็นชาวเผ่าโพลีนีเซียนเดิมได้เริ่มมาตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 800-1,300 ปี และมีฝีไม้ลายมือในการล่านกใหญ่เป็นอย่างดี ล่าทั้งโมอาและอินทรีย์แฮสต์จึงตกเป็นอาหารและเสื้อผ้า จนสุดท้ายสามารถทำให้นกโมอาสูญพันธุ์ไปก่อน
จากนั้นอินทรีย์แฮสต์สูญพันธุ์ตามราวปี 1400 เพราะถูกล่าและขาดแคลนอาหารหลักอย่างโมอาไป ซึ่งมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่ช่วยให้คนในท้องถิ่นปัจจุบันปลอดภัย ไม่ถูกนกเจาะกะโหลกเอา
ขอบคุณสำหรับข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ คอลั้ม "สัตว์โลกน่ารัก" โดยต้อยตีวิต
แองคิโลซอรัส - Ankylosaurus
แองคิโลซอรัส (อังกฤษ: Ankylosaurus) เป็นไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในสกุล แองคิโลซอร์ (อังกฤษ: ankylosaurid) อาศัยอยู่ในยุคครีเตเชียส ในทวีปอเมริกาเหนือ โครงกระดูกของ แองคิโลซอรัส ยังไม่สมบูรณ์ แองคิโลซอรัส เป็นไดโนเสาร์ที่มีลักษณะในแบบสกุล แองคิโลซอร์ที่มีนํ้าหนักตัวหนักมีเกราะแข็งหุ้มทั่วทั้งตัว และมีลูกตุ้มขนาดใหญ่สำหรับไว้ป้องกันตัวจากนักล่าในยุคนั้นอย่าง ไทรันโนซอรัส และ ทาร์โบซอรัส ที่บริเวณหาง
ลักษณะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความยาวของ แองคิโลซอรัส ประมาณ6.25 (20ฟุต)- 9เมตร (30 ฟุต) ความสูงถึงสะโพก1.7 แมตร (5.5 ฟุต) มีนํ้าหนักตัว 6 ตัน มีรูปร่างลำตัวที่กว้างมาก ขาหลังยาวกว่าขาหน้า มีกระดูกยื่นออกมาจากร่างกายเป็นเกราะป้องกันตัวชั้นดี กินพืชเป็นอาหาร มีฟันขนาดเล็กไว้สำหรับบดเคี้ยวพืช ปากมีลักษณะคล้ายนกแก้ว
ลูกตุ้มขนาดใหญ่
ลูกตุ้มขนาดใหญ่ของ แองคิโลซอรัส เป็นส่วนกระดูกที่ยื่นออกมาจากหาง โดยมีกระดูกสั้นหลังส่วนบริเวณหางข้อที่เจ็ดรองรับนํ้าหนักทั้งหมด มีเส้นเอ็นหนาติดกับกระดูกสันหลังส่วนหาง เส้นเอ็นเหล่านี้คล้ายกับกระดูกและไม่ยืดหยุ่นมากให้กำลังได้ดีที่จะส่งไป ถึงปลายหาง จากการศึกษาพบว่าลูกบิดหางขนาดใหญ่ ของมันส่งผมกระทบร้ายแรงต่อกระดูกของไดโนเสาร์กินเนื้อที่จู่โจมมันอย่างนัก ล่าขนาดใหญ่เช่น ไทรันโนซอรัส ให้กระดูกหักได้ แต่ยังไม่ทราบว่าหางที่ใช้ในการป้องกัน ต่อสู้ หรือการเกี้ยวพาราศรี ตัวเมีย แต่ความคิดอย่างหลังไม่เป็นที่น่าเชื่อสักเท่าไหร่
ไดโนเสาร์พาราซอโรโลฟัส - Parasaurolophus
ไดโนเสาร์พาราซอโรโลฟัส (อังกฤษ: Parasaurolophus) เป็นไดโนเสาร์ที่มีชีวิตอยู่ ในยุคครีเตเชียสตอนปลายพบได้ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น ในอัลเบอร์ต้า คานาดา หรือรัฐยูทาห์ ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ลักษณะเด่นของพาราซอโรโลพัส คือ หงอนที่มีลักษณะเหมือนท่อกลวงยาว บางตัวอาจจะมีหงอนยาวถึง 1.5 เมตร มีไว้ส่งเสียงหาพวก สามารถเดินได้ทั้ง 2 เท้าและ 4 เท้า มีขนาดใหญ่โตพอสมควร เท่าที่ค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์นี้จะมีความยาวประมาณ 10 เมตร กินพืชเป็นอาหาร
ลักษณะพิเศษของไดโนเสาร์ชนิดนี้คือมีปากแบนคล้าย เป็ด จึงถูกเรียกว่า ไดโนเสาร์ปากเป็ด อีกทั้งยังมีโหนกที่ศีรษะด้านหลังอีกด้วย เดิมทีนักดึกดำบรรพวิทยายังไม่ทราบแน่ชัดว่าโหนกที่ศีรษะนี้มีไว้เพื่อ ประโยชน์อะไร จึงได้แต่สันนิษฐานกันไปต่างๆนานา เช่น เป็นปล่องหายใจเวลาอยู่ใต้น้ำ ฯลฯ แต่หลังจากที่มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของพาราซอโรโลฟัสที่มีส่วนศีรษะที่ ค่อนข้างสมบูรณ์ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าส่วนที่เป็นโหนกนี้เป็นโครงสร้าง ของกะโหลกศีรษะซึ่งยื่นออกมา ภายในมีช่องกลวงทบกันไปมาและเชื่อมต่อกับโพรงจมูกคล้ายกับโครงสร้างของท่อลม ในเครื่องดนตรีทรัมเปตหรือทรอมโบน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าส่วนโหนกของไดโนเสาร์ปากเป็ดนี้เป็น ส่วนหนึ่งของอวัยวะในการสร้างเสียงนั่นเอง โดยเมื่อพาราซอโรโลฟัสส่งเสียงร้อง ลมจะผ่านจากลำคอเข้าไปภายในช่องกลวงในโหนกนี้และเกิดเป็นโทนเสียงสูงต่ำขึ้น คล้ายเสียงเครื่องดนตรีซึ่งต่างจากไดโนเสาร์หรือสัตว์อื่นๆที่เปล่งเสียงออก จากลำคอตามธรรมดา
ในปี ค.ศ. 1995 มีการขุดค้นพบโครงกระดูกส่วนหัวของพาราซอโรโลฟัสที่สมบูรณ์มากได้อีกครั้ง หนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหัวนี้มีขนาดยาวราว 1.4 เมตร ขาดไปเพียงกระดูกส่วนที่อยู่ใต้ตาลงมาเท่านั้น
พาราซอโรโลฟัสเป็นไดโนเสาร์ที่มีอยู่ในภาพยนตร์ เรื่องจูราสิกพาร์กและเดอะลอสต์เวิลด์ด้วย ไดโนเสาร์ชนิดนี้เป็นไดโนเสาร์กินพืช มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เมื่อราว 84-75 ล้านปีมาแล้วมีถิ่นที่อยู่ในแถบอเมริกาเหนือ ชอบอาศัยตามหนองบึง มีความยาวจากหัวจรดหางประมาณ 10 เมตร
ข้อมูล จาก
http://th.wikipedia.org
http://www.superjeew.com/webboard/viewtopic.php?t=1344&sid=322f1f322ed9a765585aa27b391fe2c8
11/28/11 04:24:30 am,