Archives for: April 2010

นกโมอา - moa

by j_kalom Email

นกโมอา - moa


โมอา เป็นชื่อที่พวกเมารีใช้เรียกนกบินไม่ได้ชนิดหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะนิวซีแลนด์ มันมีลักษณะคล้ายกับนกอีมูขนาดยักษ์ มีความสูงถึงสามเมตรครึ่ง หนักประมาณ 250 - 300 กิโลกรัม โมอาไม่มีปีกเลย เช่นเดียวกับนกกีวี ผิดกับพวกนกกระจอกเทศที่ยังมีปีกเล็กๆ ให้เห็นบ้าง ขนของมันมิได้เป็นแผงเหมือนขนนกทั่วไป แต่เป็นเส้นคล้ายเส้นผม

เมื่อเกาะนิวซีแลนด์ แยกตัวจากแผ่นดินใหญ่เมื่อ 80 ล้านปีมาแล้ว ทำให้เกาะแห่งนี้มีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมดั้งเดิมของที่นี่มีเพียงค้างคาวเท่านั้น บรรดานกที่อาศัยบนเกาะจึงปราศจากศัตรูใดๆ นกจำนวนมากหากินบนพื้นดินและไมต้องใช้ปีกอีกต่อไป ทำให้มีนกที่บินไม่ได้อยู่หลายชนิด และโมอาก็เป็นหนึ่งในพวกนั้น มันวิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต และกลายเป็นจ้าวเกาะไปโดยปริยาย

ทว่าเมื่อชาวเมารีอพยพเข้ามาที่นิวซีแลนด์เมื่อหนึ่งพันปีก่อน โมอาจำนวนมากถูกล่าอย่างโหดเหี้ยม จากคำบอกเล่าในสมัยนั้น นักล่าจะขุดหลุมขนาดใหญ่เอาไว้ และไล่ต้อนโมอาจนมันพลัดตกลงไป จากนั้นจึงฆ่ามันด้วยหอก ความที่โมอามีขนาดใหญ่แต่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวหรือฝีเท้าที่รวดเร็ว ทำให้มันถูกล่าอย่างง่ายดายจนในที่สุด นกโมอาก็สูญพันธุ์ไปจากนิวซีแลนด์ และจากโลกไปเมื่อสามร้อยปีมาแล้ว ก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงนิวซีแลนด์

ข้อมูลและรูปภาพ จาก Animalls World

นกโดโด้ (Dodo)

by j_kalom Email

นกโดโด้ (Dodo)

โดโด้ ตัวใหญ่ อ้วนปุ๊กลุ๊ก ตัวใหญ่มาก หนักถึง 23 กิโลกรัม ( 50 ปอนด์ ) มีขนสีเทาถึงน้ำเงิน 23 เซนติเมตร ( 9 นิ้ว ) ที่หัวมีสีเทาเทาอ่อนกว่าตัว ตาเล็กสีเหลือง ปากโต โค้งและเป็นตะขอ สีเขียวอ่อนหรือเหลืองเพล อันเป็นจุดเด่นที่สุด จะงอยปากค่อนข้างดำ มีจุดแดงเรื่อ ปกคลุมด้วยขนสีเทาอ่อนนุ่ม มีปุยสีขาวหยิกชูเชิดเป็นหาง

โครงสร้างหน้าอกไม่รองรับการบิน ปีกไร้ประโยชน์ที่เล็กมาก บอบบางเกินจะยกโดโด้ขึ้นจากพื้น จึงบินไม่ได้ ผู้คนที่เคยเห็นมักคิดว่ามันไม่มีปีก อย่างที่เขาเรียกว่า ปีกเล็กที่เล็ก ( little winglets ) เพราะเป็นนกบนพื้นดิน ที่วิวัฒนาการมาเฉพาะนิเวศวิทยาของเกาะ ซึ่งไม่เคยมีสัตว์นักล่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาจากกระดูก โดโด้อาจใช้ปีกง่ายกว่าการบิน นั่นคือใช้ว่ายอย่างปีกเพนกวิน
ขาสั้น อ้วนเตี้ย หนาแข็งแรง สีเหลือง มีนิ้วเท้าหนากลม 4 นิ้ว 3 นิ้วข้างหน้าและ 1 นิ้วโป้งอยู่ข้างหลัง มีเล็บสีดำ
ใครเห็นต่างก็ประหลาดใจในรูปร่างและขนาดพิลึกกึกกือ

ถิ่นกำเนิด : ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะมันกระจายไปทั่วโลก ถูกค้นพบในปี1976 มันได้ถูกลากโดยเรือากอวนของสหรัฐบริเวนเกาะฮาวาย

สาเหตุของการสูญพันธ์และใกล้สูญพันธ์ : อาจเพราะเนื่องจากมันกระจายตัวไม่อยู่ใกล้ๆกันจึงทำให้ไกลต่อการผสมพันธ์ และไม่สามารถออกลูกได้ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่าเป็นสัต-ว์ที่สามารถสูญพันธ์ได้ทุกเมื่อ
กะลาสี ล่ามันมาเป็นอาหารอยู่บ่อยๆ เมื่อครั้งยังไม่สูญพันธุ์บนเกาะมัวริเทียส แม้จะมักถูกกล่าวถึงว่า เนื้อโดโด้ ไม่อร่อย แต่ก็ยังถูกล่ามากมาย เพราะจับง่าย บางครั้งกะลาสีนำกลับมาได้ถึง 50 ตัวในครั้งเดียว ถ้ากินไม่หมด ก็ดองและนำกลับไปด้วย

เกาะนี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยชาวโปรตุเกส แต่ชาวดัชท์เป็นผู้ยึดครองอย่างถาวรแท้จริง เชื่อว่า กะลาสีกลุ่มแรกที่มาถึง มัวริเทียส เป็นชาวโปรตุเกส นำโดยกัปตัน มาสคาแร็กนาส ในปี 1505-1507 พวกเขาตั้งใจไปตั้งถิ่นฐานด้วยความหวังในแอฟริกาใต้ แต่ติดพายุทำให้ติดเกาะและลงเอยที่ มัวริเทียส คณะเดินทางอื่นๆ หลังจากโปรตุเกสในปีต่อๆมา มีทั้งดัทช์ บริติช และอื่นๆ
นกโดโด้ กะลาสีได้พบขบขัน และเมื่อพวกเขาขาดอาหารประทังชีวิต ก็ได้อาหาร ชาวดัทช์ ประกาศ มัวริเทียส เป็นอาณานิคม เรือนำแมว สุนัข หมู และลิง มาพร้อมกับผู้คนกลุ่มหนึ่ง สัตว์ต่างถิ่นแพร่พันธุ์และรุกรานป่าอย่างรวดเร็ว เหยียบย่ำรังนก ทำให้นกเสียขวัญ ล่าทำลายไข่กับลูกอ่อนของโดโด้
ทั้งการล่าเป็นอาหารอย่างต่อเนื่องจากมนุษย์ ประกอบกับการแทรกแซงจากสัตว์ต่างถิ่น นำมาสู่การสูญพันธ์ ประมาณปี 1693

เดวิด โรเบิร์ตส์ ( David Roberts ) แถลงว่า การสูญพันธุ์ของโดโด้ ถูกประกาศอย่างเป็นทางการถึง การยืนยันการพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1662 ที่รายงานโดยกะสาสีเรืออับปาง วอลเกนต์ เอเวอร์ตซ ( Volkert Evertsz ) ซึ่งถูกค้นพบต่อมาในปี 1681

ข้อมูลและรูปภาพ จาก Animalls World

ช้างแมมมอธ

by j_kalom Email

ช้างแมมมอธ

ช้างแมมมอธ เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่สูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ยุคหินล่า มีขนยาวปกคลุมเพื่อป้องกันความหนาวเย็น มีงายาวและโค้ง การค้นพบซากแมมมอธ สามารถนำมาศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก เพราะแมมมอธเคยผ่านช่วงเวลานั้นมา พ.ศ. 2550 ได้มีการพบซากลูกช้างสูง 130 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ใกล้กับแม่น้ำยูริเบ ในเขตปกครองตนเอง ยามาล - เนเน็ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย โดย ยูริ คูดี

ข้อมูลและรูป จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เสือทัสมาเนีย เสือที่สูญพันธุ์จากออสเตเลีย

by j_kalom Email

เสือทัสมาเนีย เสือที่สูญพันธุ์จากออสเตเลีย



เสือทัสมาเนีย (Tasmanian Tiger) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าทัสมาเนีย หรือ (Tasmanian Wolf) ส่วนอีกชื่อหนึ่งนั้น ตามชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Thylacine เสือตัวที่ว่านี้ทำให้โลกหันมาสนใจ เพราะเป็นสัตว์กินเนื้อที่หายากจนนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ลงความเห็นว่าสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่ก็มีข่าวคราวว่าพบเสือทัสมาเนียนี้กันบ่อยครั้ง ก็ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ เพราะไม่มีภาพถ่ายที่ยืนยันการพบปะกับเสือที่ว่านี้ได้ (ใครจะไปคิดว่าจะเจอหรือพกกล้องติดตัวไปด้วยตลอดเวลา) แต่ก็มีหลักฐานมากมายว่ามีการพบเสือที่ว่านี้บ่อยครั้งขึ้น หลายคนภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เมื่อ พ.ศ.2538 มีเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ของทัสมาเนียผู้หนึ่งพบร่องรอยของเสือชนิดนี้ ทางตะวันออกของทัสมาเนีย นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญก็ว่าได้

เสือตัวที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายๆกับสุนัขในบ้านเรา แต่มีฟันหน้าที่แหลมคม นอกจากนั้นลำตัวและหางของเสือประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกับจิงโจ้ บางครั้งมันยืนด้วยสองขาหลังเหมือนจิงโจ้ด้วย เสือทัสมาเนียที่ชาวออสเตเลียเคยเห็นเป็นขนปุยลายทางสีน้ำตาลอ่อน มีสีดำสลับที่สันหลังค่อนไปทางก้น

เล่ากันว่าเสือประเภทนี้โดยนิสัยไม่ค่อยวิ่ง เนื่องจากไม่ใช่สัตว์ประเภทวิ่งเร็วเหมือนกับสัตว์กินเนื้ออื่นๆ การจับเหยื่อของมันเป็นอาหาร ก็ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าเหยื่อเหมือนเสืออื่นๆ แต่มันจะค่อยๆทำให้เหยื่อเหนื่อยหรืออ่อนล้า โดยการตามไปเรื่อยๆ ก่อนจะจับกินเป็นอาหาร โดยเสือทัสมาเนียอย่างที่ว่านี้จะชอบกินอวัยวะของเหยื่อสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่สัตว์ใหญ่อย่าง วอลลาบี จิงโจ้ ไปจนถึงแบนดีคู้ต หนู และนก ของโปรดจากอวัยวะของสัตว์เหล่านั้นได้แก่ คอ จมูก ตัว และไต หลายคนสงสัยว่าเสือที่ว่าเห่าหอนอะไรบ้างหรือเปล่า นักสัตวศาสตร์ก็บอกว่ามันไม่ค่อยเห่าหอนเท่าไหร่นัก แต่ก็มีบ้างในบางครั้ง แต่ก็นานๆทีว่างั้นเหอะ

ลักษณะทางกายภาพของสัตว์ประเภทนี้ ว่ากันว่าเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 35 กก. ลำตัวยาวประมาณเมตรครึ่ง อายุขัยของมันนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีตัวหนึ่งที่เคยอยู่ในสวนสัตว์ลอนดอนมีอายุถึง 10 ปี ส่วนตัวที่อยู่ทัสมาเนียมีอายุถึง 12 ปี มีการพบเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเสือทัสมาเนียครั้งสุดท้าย ในเวสต์ออสเตเลีย บนแผ่นดินใหญ่ แต่พบเป็นฟอสซิล หรือซากศพที่ติดอยู่ในหินอายุประมาณ 3,100 ปี

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เสือทัสมาเนียสูญพันธุ์อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ประการที่เห็นชัดๆได้แก่การที่ผู้คนไม่ใส่ใจจะอนุรักษ์สัตว์ประเภทนี้ไว้ก็ได้ ส่วนสาเหตุอื่นๆนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจเกิดมาจากโรคระบาด หรือเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้มันเสียชีวิต บางส่วนก็เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะถูกล่า เนื่องจากเสือเหล่านี้เข้าไปกัดกินแกะของชาวไร่ ชาวนา ปัจจุบันถ้าอยากเห็นหนังเสือและเสือเป็นตัวๆ (ตายแล้ว) ก็เข้าไปดูได้ที่ Tasmanian Museum and Art Gallery ที่ Hobart เมืองหลวงของรัฐซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ ที่นั่นท่านจะเห็นสัตว์พื้นเมืองต่างๆของออสเตเลียเพียบ

ดั้งเดิมจริงๆเสือชนิดนี้แพร่พันธุ์ทั่วไปในนิวกีนีและทัสมาเนียเมื่อ 4,000 ปีก่อน เสือที่ว่านี้ค่อยๆหายไปจากนิวกีนีและออสเตเลีย พร้อมๆกับการแพร่พันธุ์ของสุนัขดิงโก้ และหมาป่า แต่โชคดีที่หมาที่ว่านี้ไม่แพร่พันธุ์เข้ามาทัสมาเนีย เพราะทัสมาเนียเป็นเกาะมีน้ำคั่นกลาง หมาดิงโก้คงว่ายน้ำข้ามมาไม่ได้ เพราะช่องแคบบาสส์ (Bass Strait) นั้นกว้างถึง 200 กม. เลยทำให้เสือยืดอายุมาได้นานกว่าที่อื่นๆในออสเตเลีย

อีกกระแสหนึ่งบอกว่า เมื่อชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ๆนั้น เสือทัสมาเนียก็เริ่มหดหายไป เนื่องจากพวกที่เข้ามาใหม่นั้นนำแกะเข้ามาเลี้ยง เมื่อปี พ.ศ.2376 โดยบริษัท Van Diemens Land Co. ให้ค่าหัวในการล่าเสือทัสมาเนีย ต่อมารัฐบาลสั่งห้ามการล่าดังกล่าวเสีย แต่กว่าจะหยุดได้ก็ทำให้เสือดังกล่าวหายากมาก ตามบันทึกบอกว่าเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายของโลกตายในสวนสัตว์โฮบาร์ต ทัสมาเนีย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2479 และในปีนี้เองรัฐบาลประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของเสือชนิดนี้

เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวครึกโครมออกไปทั่วโลกว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีชุบชีวิตเสือดังกล่าวได้แล้วโดย ดร.ไมค์ อาร์เชอร์ (Mike Archer) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ออสเตเลียน ออกมาแถลงว่ามีแผนที่จะทำโคลนนิ่งเสือชนิดนี้ โดยนำเอาเซลล์ของเสือที่ดองแอลกอฮอล์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2409 มาสกัด DNA นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ยืนยันว่าทำได้แน่ๆ ในเร็วๆนี้

ข้อมูลและรูป จาก จับฉ่าย.คอม