Archives for: October 2009
ภูมิแพ้เกิดจากสารอะไร(คำตอบ คือ "สารฮิสตามีน")
สารที่ก่อให้เกิดปฎิกิริยาการแพ้ในร่างกายที่สำคัญมีชื่อเรียกว่า "ฮิสตามีน"
ซึ่งหลั่งมาจากเซลล์ชนิด mast cells
ฮิสตามีนก่อให้เกิดผลหลายประกอบอันสืบเนื่องมาจากปฏิกิริยาอักเสบ และปฏิกิริยาภูมิไวเกิน
ได้แก่
1.หลอดเลือดขยายตัว
2.บวม
3.เพิ่มการซึมผ่านผนังหลอดเลือดโดยทำให้สารน้ำรั่วออกจากหลอดเลือดเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อ
ทำให้เกิดอาการของปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น อาการน้ำมูกไหล และน้ำตาไหล
4.กล้ามเนื้อเรียบหดตัว
5.อาการคัน

รูปภาพ เซลล์ชนิด mast cell
****************************************************************
ฮิสตามีนกับการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร
1.ฮิสตามีนเกี่ยวข้องกับการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และมีส่วนทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร
2.กลไกที่สำคัญผ่านทางโปรตีนตัวรับชนิด H2-receptors
ระบบไหลเวียนเลือด
1.โดยการจับกับตัวรับชนิด H1-receptors ฮิสตามีนทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด
2.เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดถูกกระตุ้นให้สร้างสาร prostacyclin และ nitric oxide
3.โดยการจับกับตัวรับชนิด H2-receptors ฮิสตามีนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น และเพิ่มปริมาณเลือดที่ถูกบีบออกจากห้องหัวใจ
*************************************************************
โปรตีนตัวรับฮิสตามีน
1.ในมนุษย์มีตัวรับฮิสตามีนทั้งหมด 4 ชนิดเรียกว่า H1-histamine receptors, H2-histamine receptors, H3-histamine receptors และ H4-histamine receptors ซึ่งสองชนิดหลัง เพิ่งมีการค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
2.ตัวรับสารฮีสตามีน ซึ่งพบได้ในกล้ามเนื้อเรียบ หรือผนังหลอดเลือดทั่วๆ ไป
3.พบว่าตัวรับฮิสตามีนในสมองจะเพิ่มขึ้น เมื่อให้ยารักษาอาการซึมเศร้า
4.การเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ที่สำคัญ คือการสลาย phosphatidylinositol ไปเป็น IP3 และ DAG ซึ่งทำให้เกิดผลต่างๆ ตามมาอีกมากมาย
5.H1-receptors พบมากที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม เกี่ยวข้องกับระบบ transduction systems ทำให้แคลเซียมอิออนเคลื่อนเข้าสู่เซลล์และทำให้เกิดการหดเกร็งของหลอดลม
6.H2-receptors พบมากที่ผนังกระเพาะอาหาร ในเซลล์ที่ทำหน้าที่หลั่งกรดเกลือ และยังพบมากที่หัวใจอีกด้วย การกระตุ้นตัวรับชนิดนี้ทำให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และกระตุ้นการเต้นของหัวใจห้องบน กลไกเกี่ยวข้องกับระบบ transduction systems ของสาร adenylate cyclase และเกิดการเพิ่มการผลิตสาร cyclic AMP
7.H3-receptors เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อประสาท พบใน presynaptic sites ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั้งสารสื่อประสาทบางชนิด
***************************************************************
เซลล์มาสต์
1.ขบวนการที่กระตุ้นเซลล์มาสต์ และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล ให้หลั่งสารฮิสตามีนออกมา จะก่อให้เกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ โดยที่ตัวรับฮิสตามีนซึ่งพบได้ในกล้ามเนื้อเรียบหรือผนังหลอดเลือดทั่วๆ ไป จับกับสารฮิสตามีนซึ่งหลั่งมาจากเซลล์มาสต์ และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล ที่ถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้
2.ทำให้มีผลออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ฤทธิ์ต่อปลายประสาทที่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดอาการคัน ฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆ ไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหลอดลมหดเกร็ง หรือฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น
3.ภายในเซลล์มาสต์ และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล พบว่ามีแกรนูลชนิด osmophilic เป็นจำนวนมาก ประกอบไปด้วยสารเฮปาริน และฮิสตามีน การหลั่งสารเหล่านี้เกิดขึ้นโดยขบวนการหลุดออกมาจากซัยโตพลาสซึมของเซลล์ นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆอีก ได้แก่ ซีโรโทนิน ไคนิน ลิวโคไทรอีน และพรอสตาแกลนดิน
4.สารบางอย่างมีความสามารถในการทำให้แกรนูลแตก ได้แก่ คอมพลิเมนต์ชนิด C3a และ C5a ยาบางชนิด และแอนติบอดีชนิด IgE
5.เซลล์มาสต์ และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล มีตัวรับเฉพาะสำหรับ IgE ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารฮิสตามีนได้
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ (ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพฯ)
เครื่องเทศแพงที่สุดในโลก คือ
คำตอบ แซฟฟรอน

แซฟฟรอน เป็นเครื่องเทศที่ได้มาจากเกสรตัวเมีย (สีแดงอมส้ม) ของดอกแซฟฟรอน โครคัส ซึ่งแต่ละดอกจะมีเพียง 3 เกสรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การที่จะผลิตแซฟฟรอนแห้งให้ได้น้ำหนักเพียง 1 ปอนด์ (0.45 ก.ก.) จะต้องใช้ดอกแซฟฟรอน โครคัส มากถึง 50,000-75,000 ดอก หรือปริมาณมากเท่ากับ 1 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว
ดอกโครคัส พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ประเทศสเปน กรีซ อิหร่าน อินเดีย โมร็อกโก เป็นต้น แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องเทศ แซฟฟรอนได้มากที่สุดในโลกก็คือ อิหร่าน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั่วโลก
ประเทศที่นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้แก่ อิหร่าน และประเทศอาหรับอื่นๆ รวมถึงประเทศ ในแถบเอเชียกลาง อินเดีย ตุรกี ยุโรป ฯลฯ

ราคาขายส่งและขายปลีกของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ที่ระหว่าง 500-5,000 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งปอนด์ (ราว 17,000-170,000 บาท/0.45 ก.ก) หรือ 1,100-11,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก.
ราว 37,400 - 374,000 บาทต่อกิโลกรัม
16/10/2009 10:43:43, 