Archives for: June 2010
การส่งต่อเมล์

เรียนท่านผู้ใช้ อีเมล์และอินเทอร์เน็ต ที่เคารพทุกท่าน
ทุกครั้งที่ท่าน รับ-ส่ง อีเมล์ กรุณาใช้วิจารณญาณด้วยว่า ข้อความ หรือ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่
อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่
มีเนื้อหา ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่
หากท่านคิดว่าใช่ แต่ก็ยัง เผยแพร่ ส่งต่อ (Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร ด้วยกลัวว่า บุคคลเหล่านั้น อาจตกข่าว และท่านเองอาจคิด ภูมิใจ ไปว่า เป็นคนแรกๆที่รู้ข่าว และเอื้อเฟื้อต่อ ญาติมิตร หรือท่านอาจนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น นำไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น
ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านอาจทำผิดกฎหมาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการ และด้วยความไม่รู้ทางเทคนิค อาจนำภัย ไปสู่ พรรคพวก เพื่อนฝูง ที่ได้ส่งข้อความ ภาพ นั้น มายังท่านด้วยเพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าง่ายว่า ใครส่งต่อไปหาใคร ใครได้รับแล้วส่งต่อไปหาใครต่อ....อาจต้องรับโทษ จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เพราะ ตามกฎหมายใหม่ " พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550" ได้กำหนดโทษเกี่ยวกับ การนำเข้า/เผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม ไว้ดังนี้
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม 1,2,3 หรือ 4
สรุป
ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านได้รับ อีเมล์ ข่าว เนื้อความ หรือ ภาพ มาจากอินเทอร์เน็ตก่อนที่ท่านจะเผยแพร่ ส่งต่อ(Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือท่านจะนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น ไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น
กรุณาใช้วิจารณญาณ ก่อนด้วยว่า ไม่ว่า ข้อความ/ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่อย่างไรก็ตาม
อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่
มี เนื้อหา/ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่
ถ้าคิดแล้ว เห็นท่าจะไม่ค่อยดี ก็อย่า Forward ไปเลยครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านและพรรคพวก เพื่อนฝูง ของท่าน อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5)
ด้วยความเคารพ
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน
ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม
ถ้าท่านคิดว่า คำเตือนนี้ มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่มีโทษ กรุณา ส่งต่อ (Forward) ไปต่อๆ กันด้วยครับ ...ขอบพระคุณมากครับ
คอมพิวเตอร์โอลิมปิก ประเทศไทย
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ
การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (International Olympiad in Informatics) คือการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จัดขึ้นประจำปี ในการแข่งขันนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมแข่งขันทั่วโลก ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (เช่นอัลกอริทึมโครงสร้างข้อมูลฯลฯ) และเขียนโปรแกรมแก้ปัญหาที่กำหนดมาให้
การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกที่จะจัดครั้งต่อไป
ปี 2009 จะมีการแข่งขันที่เมื่อง Plovdiv ประเทศบัลแกเรีย
ปี 2010 จะมีการแข่งขันที่เมือง Waterloo ประเทศแคนาดา
ปี 2011 จะมีการแข่งขันที่เมืองพัทยา ประเทศไทย
ปี 2012 จะมีการแข่งขันที่เมือง Milan ประเทศอิตาลี
รูปแบบการแข่งขัน
แข่งขันกันเขียนโปรแกรมเป็นเวลา 2 วัน แต่ละวันจะมีโจทย์3-4 ข้อ มีเวลาให้แก้ปัญหาทั้งหมด 5 ชั่วโมง ซึ่งรวมเวลาในการคิดหาขั้นตอนวิธีในการหาคำตอบ การเขียนโปรแกรมและการดีบัก(debug) โปรแกรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน
โจทย์ ปัญหาในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกมีกันด้วยกัน 3 ประเภท คือ Batch, Library Interaction และ Output Only
1.โจทย์ Batch คือโจทย์ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนโปรแกรมภาษา C, C++ หรือ Pascal เพื่อรับแฟ้มข้อมูลทดสอบ นำไปประมวลผล แล้วแสดงผลลัพธ์สอดคล้องตามที่โจทย์กำหนด
ตัวอย่างเช่น โจทย์ให้คำนวณ “ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของลำดับจำนวนความยาว N” ผู้เข้าแข่งขันจะต้องรับจำนวน N จำนวนทาง Standard Input นำไปหาผลรวมทั้งหมด จากนั้นนำผลรวมไปหารด้วย N ก่อนแสดงผลลัพธ์ทาง Standard Output
หลังจากที่ผู้เข้าแข่งขันเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว จะต้องส่งโค้ดของโปรแกรมเพื่อตรวจ ซึ่งมักจะตรวจหลังการแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว การตรวจโปรแกรมจะนำแฟ้มข้อมูลลับมาทดสอบกับโปรแกรมของผู้เข้าแข่งขันว่าให้ คำตอบถูกต้องหรือไม่ ผู้เข้าแข่งขันจะได้คะแนนจากชุดทดสอบที่ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและจะต้องรัน โดยใช้เวลาและหน่วยความจำไม่เกินที่โจทย์กำหนดด้วย
2.โจทย์ Library Interaction คือโจทย์ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนโปรแกรมภาษา C, C++ หรือ Pascal เพื่อติดต่อกับ Library ที่กรรมการกำหนดมาให้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องโต้ตอบกับ Library ดังกล่าวและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่โจทย์กำหนด
ตัวอย่างเช่น โจทย์กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันเขียนโปรแกรมเพื่อเล่นเกมให้ชนะ Library ที่กำหนดให้ โจทย์อาจจะกำหนดสถานะเริ่มต้นของเกมให้คุณเลือกที่เป็นฝ่ายแรกที่เริ่มเกม หรือเป็นฝ่ายที่เล่นเกมเป็นคนที่สองก็ได้ หากคุณสามารถชนะเกมโดยที่ไม่ทำผิดกติกา คุณจะได้คะแนนสำหรับเกมนั้นๆ
โจทย์ลักษณะนี้จะกำหนดวิธีการติดต่อกับ Library มาให้อย่างละเอียด ผู้เข้าแข่งขันไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ Library มาก่อน นอกจากนี้กรรมการมักมี Library ตัวอย่างเพื่อใช้ในการทดสอบโปรแกรมที่ผู้เข้าแข่งขันเขียน อย่างไรก็ตาม Library ที่ใช้ในการให้คะแนนผู้เข้าแข่งขันอาจแตกต่างออกไป
3.โจทย์ Output Only คือโจทย์ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเขียนโปรแกรมเพื่อหาคำตอบสำหรับโจทย์ปัญหา ที่กำหนดมาให้ โดยผู้เข้าแข่งขันจะทราบแฟ้มข้อมูลนำเข้าทั้งหมด ผู้เข้าแข่งขันจะต้องหาคำตอบสำหรับชุดข้อมูลนำเข้าแล้วส่งเฉพาะคำตอบที่หา ได้
โจทย์ Output Only อาจไม่ต้องการคำตอบที่ดีที่สุด ส่วนใหญ่คะแนนจะขึ้นกับว่าคำตอบของผู้เข้าแข่งขันนั้นดีแค่ไหน อาจมีการนำคำตอบผู้เข้าแข่งขันไปเปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ หรือแม้แต่เทียบกับคำตอบที่ดีที่สุดของกรรมการ โจทย์ Output Only ส่วนมากมักจะเป็นโจทย์ปัญหาในกลุ่ม NP-Complete หรือโจทย์ที่ต้องใช้เวลารันนาน
การเขียนโปรแกรมและการแก้โจทย์ปัญหา
ผู้เข้าแข่งขันจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องซึ่งลงระบบปฏิบัติการลี นุกซ์ พร้อมด้วย Compiler และ Editor มากมาย คอมพิวเตอร์ดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายเพื่อใช้ในการส่งคำตอบ สำหรับโจทย์ปัญหาเท่านั้น หากมีการใช้เครือข่ายทำอย่างอื่นจะถูกปรับให้แพ้และต้องออกจากการแข่งขันทันที
ในระหว่างการเขียนโปรแกรม จะมีโจทย์ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้แข่งขันจากประเทศไทย) หากผู้เข้าแข่งขันสงสัยเกี่ยวกับโจทย์สามารถถามคำถามกรรมการได้ โดยที่คำตอบของกรรมการจะเป็น (1) ใช่ (2) ไม่ใช่ (3) ไม่แสดงความคิดเห็น (4) คำตอบปรากฏในโจทย์อย่างชัดเจน (5) คำถามถามไม่ถูกต้อง
เกณฑ์การตัดสิน
สำหรับโจทย์แต่ละข้อจะมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน รวมทั้งหมด 600-800 คะแนน เมื่อนำคะแนนของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนมารวมกันแล้วนำมาเรียงลำดับ จากนั้นทำการจัดอันดับเหรียญรางวัลโดยใช้เกณฑ์ดังนี้
•คะแนนที่จะได้เหรียญทอง คือคะแนนที่ต่ำที่สุดที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เกิน 1 ใน 12 มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับคะแนนนี้
•คะแนนที่จะได้เหรียญเงิน คือคะแนนที่ต่ำที่สุดที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เกิน 1 ใน 4 มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับคะแนนนี้
•คะแนนที่จะได้เหรียญทองแดง คือคะแนนที่สูงที่สุดที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันอย่างน้อย 1 ใน 2 มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับคะแนนนี้
แต่ละประเทศสามารถส่งนักเรียนเข้าแข่งขันโอลิมปิกวิชาการได้ไม่เกิน 4 คน สำหรับประเทศไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ประสงค์ที่เข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกจะต้องดำเนินการดังนี้
1.สมัครเข้าค่ายคอมพิวเตอร์ สอวน. ณศูนย์สอวน. ใกล้โรงเรียนท่านประมาณเดือน สิงหาคม- กันยายนของทุกปี (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บมูลธินิสอวน.)
2.สอบคัดเลือกเพื่อเข้าค่ายสอวน. (ถ้ามี)
3.ผ่านการอบรมค่ายสอวน. ค่ายที่ 1 และ 2 เพื่อเป็นตัวแทนศูนย์ สอวน.
4.แข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติในเดือนพฤษภาคม เพื่อได้สิทธิเข้าค่ายอบรมเข้มคอมพิวเตอร์โอลิมปิก สสวท. (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บสสวท.)
5.ผ่านการอบรมค่ายสสวท. ค่ายที่ 1 (เดือนตุลาคม) ค่ายที่ 2 ระยะที่ 1 (เดือนมีนาคม) ค่ายที่ 2 ระยะที่ 2 (เดือนเมษายน)
6.ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ฉะนั้นจะต้องเข้าค่ายเป็นเวลาประมาณ 2 ปีก่อนที่จะได้เป็นผู้แทนประเทศฯ
ในกรณีที่นักเรียนผ่านค่ายอบรมเข้มสสวท. ค่ายที่ 1 จะมีสิทธิสอบ สอวน. ระดับชาติคอมพิวเตอร์โอลิมปิกครั้งถัดไปได้และในกรณีที่นักเรียนผ่านค่ายอบรมเข้ม สสวท. ค่ายที่ 2 ระยะที่ 1 จะมีสิทธิเข้าค่ายที่ 1 ของปีถัดไปได้ ส่วนในกรณีที่นักเรียนผ่านค่ายอบรมเข้ม สสวท. ค่ายที่ 2 ระยะที่ 2 จะมีสิทธิเข้าค่ายที่ 2 ระยะที่ 1 ของปีถัดไปได้
ข้อมูลสำหรับฝึกเขียนโปรแกรมและแก้ปัญหาโจทย์ ขั้นตอนการฝึกเขียนโปรแกรม ณ ที่นี้จะแบ่งขั้นตอนการเตรียมความพร้อมออกเป็น 3 ระดับดังนี้
1.ขั้นพื้นฐาน
นักเรียนควรจะเริ่มจากศึกษาคณิตศาสตร์ เรื่อง การให้เหตุผล คอมบินาทอริกส์ ทฤษฎีจำนวน และพีชคณิต เพราะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทางด้านการเขียนโปรแกรมต่อไป หลังจากนั้นนักเรียนจะต้องเริ่มฝึกใช้งานภาษาระดับต่ำถึงปานกลาง โดยภาษาที่มีให้เลือกได้แก่ C, C++ และ Pascal เราขอแนะนำให้ท่านเริ่มที่ภาษา C ก่อนแล้วจึงเปลี่ยนมาใช้ C++ เมื่อท่านใช้งานภาษา C จนคล่องแล้ว ส่วนภาษา Pascal มักไม่นิยมใช้ในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกของประเทศไทย
นักเรียนสามารถเริ่มต้นฝึกเขียนโปรแกรมจาก หนทางดังต่อไปนี้
1.การเข้าค่าย สอวน. จะมีการสอนเขียนโปรแกรมตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งโครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีเบื้องต้น
2.วิชาบังคับหรือวิชาเพิ่มเติมของแต่ละโรงเรียน (บางโรงเรียนอาจไม่มีวิชาเขียนโปรแกรม)
3.เริ่มต้นฝึกด้วยตนเอง เช่น ผ่านเว็บไซต์ Programming.in.th หรือเว็บไซต์อื่นๆ หรือแม้แต่ซื้อหนังสือมาฝึกด้วยตนเอง
การฝึกฝนเขียนโปรแกรมควรจะค่อยเป็นค่อยไปควบคู่กับการศึกษาคณิตศาสตร์ ไม่ควรรีบเร่งหรือเริ่มต้นด้วยการเขียนโปรแกรมที่มีลักษณะเป็นอ็อบเจกท์ เพราะจะทำให้ยุ่งยากในการเรียนรู้เขียนโปรแกรมต่อไป
2.ขั้นกลาง
นักเรียนควรหาโจทย์ปัญหาระดับง่ายถึงปานกลางมาฝึกเขียนโปรแกรมจนมีความชำนาญ ก่อนจะหาหนังสือเพื่อศึกษาโครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีเบื้องต้นต่อไป ส่วนมากในค่ายสอวน.และสสวท. มักจะมีสอนอยู่แล้ว
3.ขั้นสูง
สำหรับนักเรียนที่ได้เข้าค่ายสสวท. ค่ายที่ 2 (เดือนมีนาคม) แล้ว ควรจะศึกษาโครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น นักเรียนจำเป็นต้องมีพื้นฐานคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โอลิมปิกที่นี่
สำหรับเทคนิคการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ สามารถหาอ่านได้จาก Blog ของนักเขียนต่างๆ ในเว็บนี้
เว็บไซต์ ฝึกเขียนโปรแกรม
เว็บไซต์ที่มีโจทย์ปัญหาการเขียนโปรแกรมมากมาย มีดังต่อไปนี้ (หากผู้ใดมีเพิ่มเติมสามารถส่งอีเมลมาบอกเพิ่มเติมได้)
เว็บไซต์ ภายในประเทศ
การแข่งขัน YTOPC และ YTOPC Challenge ภายในเว็บไซต์นี้
Programming.in.th
azzeptGrader
Theory wiki
เว็บไซต์ต่างประเทศ
โจทย์ IOI ปีเก่า
USACO Training Program Gateway
Croatian Open Competition in Informatics
เว็บจำพวก timus หรือ z-trening.com (ไม่ใช่แกน)
โจทย์ของประเทศบัลแกเรีย โปแลนด์ โครเอเชีย อเมริกา รัสเซีย แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ (โปรดใช้ Google ในการค้นหา)
รายการเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โอลิมปิกทั้งหมดนี้มาจาก ioi2009.org
อาการสะอึกเกิดจากอะไร
http://www.youtube.com/watch?v=pN24ZmP7ueg
สะอึก เป็นอาการที่พบได้บ่อย เกิดจากความผิดปกติของระบบหายใจ ส่วนกล้ามเนื้อกะบังลมและกระดูกซี่โครงซึ่งเกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการหายใจเข้าอย่างแรง แต่ถูกหยุดชะงักเนื่องจากการปิดของช่องสายเสียง ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดจากการรับประทานอาหารเร็วหรือมากเกินไป การหัวเราะหรือร้องไห้มากๆ หรือแม้แต่เวลาที่เรารู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัวมากๆ วิธีแก้อาการสะอึกนั้นอาจทำได้โดยหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นหายใจเอาไว้นานประมาณ 10 วินาที โดยการนับ 1 – 10 แล้วหายใจออก จากนั้นดื่มน้ำตามทันที หรือ หายใจในถุงกระดาษสัก 3-5 นาที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรืออีกวิธีหนึ่งคืออาจทำให้ผู้ที่มีอาการสะอึกรู้สึกตกใจโดยไม่รู้ตัว
อาการสะอึกเกิดจากอะไร
Link: http://www.youtube.com/watch?v=x3xeaP2DAew&feature=related
สะอึก เป็นอาการที่พบได้บ่อย
สาเหตุ
สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบหายใจ ส่วนกล้ามเนื้อกะบังลมและกระดูกซี่โครงซึ่งเกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการหายใจเข้าอย่างแรง แต่ถูกหยุดชะงักเนื่องจากการปิดของช่องสายเสียง ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดจากการรับประทานอาหารเร็วหรือมากเกินไป การหัวเราะหรือร้องไห้มากๆ หรือแม้แต่เวลาที่เรารู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัวมากๆ
วิธีแก้อาการ
วิธีแก้อาการสะอึกนั้นอาจทำได้โดยหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นหายใจเอาไว้นานประมาณ 10 วินาที โดยการนับ 1 – 10 แล้วหายใจออก
จากนั้นดื่มน้ำตามทันที หรือ หายใจในถุงกระดาษสัก 3-5 นาที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรืออีกวิธีหนึ่งคืออาจทำให้ผู้ที่มีอาการสะอึกรู้สึกตกใจโดยไม่รู้ตัว
หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ คือ ระบบที่จะนำพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยทั่วไป
ประกอบด้วยส่วนหลักๆ 4 ส่วนคือ
1.เตาปฏิกรณ์
2.ระบบระบายความร้อน
3.ระบบกำเนิดกระแสไฟฟ้า
4.ระบบความปลอดภัย
พลังงานที่เกิดขึ้นในเตาปฏิกรณ์เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น สิ่งที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น ไม่ได้มีเพียงพลังงานจำนวนมากที่ปลดปล่อยออกมา แต่รวมถึงผลผลิตที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น นิวตรอนอิสระจำนวนหนึ่ง การควบคุมจำนวนและการเคลื่อนที่ของนิวตรอนอิสระภายในเตาปฏิกรณ์โดยสารหน่วงนิวตรอน และแท่งควบคุมจะเป็นการกำหนดว่า จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นขึ้นภายในเตาปฏิกรณ์มากน้อยเพียงใด
พลังงานที่ผลิตเกิดขึ้นภายในเตาปฏิกรณ์ จะถูกนำออกมาโดยตัวนำความร้อน ซึ่งก็คือของไหลเช่นน้ำ,เกลือหลอมละลายหรือก๊าซคาร์บอนไดอออกไซต์ ของไหลจะรับความร้อนจากภายในเตาปฏิกรณ์ จนตัวมันเองเดือดเป็นไอหรือเป็นตัวกลางในการนำความร้อนไปยังวงจรถัดไปเพื่อผลิตไอน้ำ ไอน้ำที่ได้จะถูกส่งผ่านท่อไปยังระบบกำเนิดกระแสไฟฟ้า ที่ไอน้ำจะถูกนำไปขับกังหันไอน้ำที่จะใช้ในการหมุนเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าต่อไป
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปในโลกมีมากมายหลายชนิด
การจำแนกชนิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะจำแนกตามลักษณะทั่วไปของเตาปฏิกรณ์ ชนิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั่วไป
สามารถแบ่งออกได้ 3 ชนิดดังนี้
1.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน เป็นโรงไฟฟ้าที่นิยมใช้มากที่สุด โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน ใช้น้ำเป็นทั้งตัวกลางระบายความร้อนและสารหน่วงนิวตรอน มีการออกแบบระบบการทำงานให้มีสองวงจร โดยวงจรแรกจะเป็นระบบระบายความร้อนออกจากเตาปฏิกรณ์ ที่ซึ่งน้ำจะไหลผ่านเตาปฏิกรณ์เพื่อระบายความร้อนออกจากแกนปฏิกรณ์ และนำความร้อนที่ได้ส่งต่อให้วงจรที่สองที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ เพื่อผลิตไอน้ำเพื่อขับกังหันไอน้ำ น้ำในวงจรแรกนี้จะทำงานมีอุณหภูมิสูงถึง 325 องศาเซลเซียส ดังนั้นวงจรแรกจึงต้องทำงานภายใต้ความดันที่สูงมาก เพื่อป้องกันการเดือดของน้ำในวงจร อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันในวงจรแรกคือตัวควบคุมความดัน (pressuriser) โดยน้ำในวงจรแรกจะทำหน้าที่ทั้งเป็นสารหล่อเย็นและสารหน่วงนิวตรอนให้แก่เตาปฏิกรณ์
ในส่วนของวงจรที่สองนั้นจะทำงานภายใต้ความดันที่ต่ำกว่าวงจรแรก ซึ่งน้ำในวงจรนี้จะถูกต้มให้เดือดเพื่อผลิตไอน้ำที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ ไอน้ำที่ผลิตได้จะใช้ในการขับกังหันไอน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หลังจากนั้นจะควบแน่นกลับไปเป็นน้ำแล้วไหลกลับไปที่อุปกรณ์ผลิตไอน้ำ เพื่อเปลี่ยนเป็นไอน้ำต่อไปเรื่อยๆ

รูปภาพ โรงไฟฟ้านิวเครียร์แบบน้ำอัดความดัน
2.โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด มีการทำงานที่คล้ายคลึงกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดันมาก แตกต่างกันเพียงแค่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด มีวงจรการทำงานเพียงแค่วงจรเดียว ที่ซึ่งน้ำจะถูกต้มภายในเตาปฎิกรณ์(Reactor Vessel)โดยตรง ที่อุณหภูมิประมาณ 285 องศาเซลเซียส โดยเตาปฏิกรณ์แบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงาน โดยที่ส่วนบนของแกนปฏิกรณ์ประมาณ 12-15% มีสภาพเป็นไอน้ำ โดยระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือดนั้น ถูกออกแบบให้น้ำเดือดภายในเตาปฏิกรณ์ทำให้เตาปฏิกรณ์แบบนี้จะทำงานที่ความดันต่ำกว่าเตาปฏิกรณ์แบบน้ำอัดความดัน
ไอน้ำที่ผลิตได้ภายในเตาปฏิกรณ์ จะไหลผ่านอุปกรณ์แยกน้ำบริเวณส่วนบนของเตาปฏิกรณ์ แล้วจะไหลออกไปขับกังหันไอน้ำโดยตรง เนื่องจากน้ำที่ไหลผ่านแกนปฏิกรณ์จะมีการปนเปื้อนจากสารรังสี ทำให้อุปกรณ์ในส่วนของกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) จะโดนปนเปื้อนจากสารรังสีด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ในส่วนของกังหันไอน้ำ จึงต้องได้รับการป้องกันรังสีเช่นเดียวกับระหว่างการบำรุงรักษา โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือดจะมีต้นทุนต่ำกว่าแบบอื่น เนื่องจากเป็นระบบที่เรียบง่าย และในส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนรังสีของอุปกรณ์ของระบบกังหันไอน้ำนั้น เนื่องจากสารปนเปื้อนในน้ำนั้นมีอายุสั้นมาก* โดยห้องกังหันไอน้ำสามารถเข้าไปเพื่อบำรุงรักษาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หลังจากการ shut down เตาปฏิกรณ์

รูปภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด
*โดยมากเป็นสาร N-16 ที่มีค่าครึ่งชีวิต 7 วินาที
3.โรงไฟฟ้าแบบน้ำมวลหนักอัดความดัน (PHWR or CANDU)
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน พัฒนาโดยประเทศแคนาดาในช่วงปี คศ.1950 ภายใต้ชื่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบแคนดู (CANDU) โรงไฟฟ้าแบบนี้ใช้ยูเรเนียมธรรมชาติที่ไม่มีการเสริมสมรรถนะเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ต้องใช้สารหน่วงนิวตรอนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดันหรือแบบน้ำเดือด ซึ่งในกรณีนี้ได้มีการนำน้ำมวลหนัก (D2O) มาใช้
ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน มีการออกแบบระบบการทำงานให้มีสองวงจรเหมือนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน โดยในวงจรแรกน้ำมวลหนัก (D2O) ที่จะทำหน้าที่ทั้งเป็นสารหน่วงนิวตรอนและระบายความร้อนออกจากมัดเชื่อเพลิง จะถูกอัดภายใต้ความดันสูง และจะไหลผ่านช่องบรรจุเชื้อเพลิงเพื่อระบายความร้อนออกจากเตาปฏิกรณ์ที่เรียกอีกชื่อว่า คาแรนเดรีย จนน้ำมวลหนักในวงจรแรกมีอุณหภูมิสูงถึง 290°C และเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน น้ำมวลหนักจะถ่ายเทความร้อนให้แก่วงจรที่สองเพื่อผลิตไอน้ำที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ เพื่อผลิตไอน้ำเพื่อขับกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากการใช้ยูเรเนียมธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน ต้องมีการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุกวัน จึงมีการออกแบบให้โรงไฟฟ้าชนิดนี้สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์

รูปภาพ โรงไฟฟ้าแบบน้ำมวลหนักอัดความดัน (PHWR or CANDU)
ที่มา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
03/06/2010 14:12:41, 