Archives for: August 2010

เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที

by prasitporn Email

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าบทความนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตของผมเล็กๆ น้อยๆ

ที่มีต่อตัวเรา เด็กของเราและยุคสมัยปัจจุบัน เผื่อผู้ใหญ่จะฉุกคิดอะไรและแก้ไขได้ก่อนจะสาย

"เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที"

เป็นคำพูดที่ผมมีโอกาสบอกกับพ่อแม่หลายๆคนที่มีโอกาสสนทนากัน

หลายคนพยักหน้าเข้าใจว่าคงหมายถึงอายุของแต่ละคนที่จะเหลือน้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้

เปล่าเลยครับ"ผมหมายถึงเวลาที่เราจะอยู่กับลูกๆของเราเหลือน้อยลงทุกทีครับ....."

ก็นั่นนะสิก็ความหมายเดียวกันนี่

"เดี๋ยวก่อนครับผมยังพูดไม่จบ ผมหมายความว่า เวลาที่เราจะอยู่กับลูกจนเค้ากลายเป็นวัยรุ่น

และเป็นตัวของตัวเองนั้นน้อยลงทุกทีตามยุคสมัย...."

ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆครับ เพราะทุกวันนี้ผมรู้สึกว่า เด็กในยุคนี้เป็นวัยรุ่นกันเร็ว

กว่ายุคก่อนๆ บางคนกว่าจะเป็นวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตัวเองไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่แล้ว

ก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยหรือถ้านานกว่านั้นยุคก่อนหน้าผมที่มี ม.ศ.7 ม.ศ.8 ด้วยแล้ว

กว่าจะเรียกว่าวัยรุ่นเต็มปากก็ปาไปยี่สิบต้นๆ แล้วครับถ้ามายุคผมอาจจะลดลงมาหน่อย

ประมาณ ม.4-ม.5 อายุเฉลี่ยก็ราวๆ 16-17 ปี

แต่มาเด็กสมัยนี้สิครับ แทบจะเรียกว่าขึ้น ม.ต้นก็เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว

"เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีที่จะป้อนความคิดความรู้ต่างๆ

ให้กับเด็กเพื่อให้อยู่ในร่องในรอย อยู่ในทำนองคลองธรรมหรือปลูกฝังจริยธรรมนั้น

เหลือน้อยลงทุกทีเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ

"และนั่นคือแต้มรองของพ่อแม่ในยุคนี้เมื่อเทียบกับยุคก่อน"

นอกจากเวลาที่เด็กๆเริ่มจะเป็นตัวของตัวเองเร็วขึ้นนั้น

ในแต่ละวันเวลาที่เราอยู่รวมกับเด็กๆ ก็น้อยลงเช่นกัน

น้อยลงจากทางไหนบ้างครับ พ่อและแม่หาเลี้ยงชีพไม่มีเวลาให้ลูก

การเดินทางไปและกลับจากบ้านและโรงเรียนที่แย่งเวลาไป

สองประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้างไม่เป็นบ้างหรือก็เป็นไปตามสภาพสังคม

และเศรษฐกิจแหละครับ เป็นจนชิน เป็นจนรู้สึกได้ว่าใครๆ ก็เจอเหมือนกัน

และสองสาเหตุนี้ ลึกๆ ผมก็เข้าใจในความเป็นไปนะครับ แต่ที่น่าสังเกตกว่าคือ

1.นับวันเด็กจะอยู่กับสื่อมากเกินไป เช่น โทรทัศน์ เคเบิลการ์ตูน ดีวีดีการ์ตูน

เกมคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่ SocialNetwork ตั้งแต่ง่ายๆอย่างแชทจนไปถึง

เฟซบุ๊คที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่าเพื่อนๆและการเล่นเกมที่ต้องใช้เวลามาก

และต่อเนื่องยาวนาน

2.เด็กถูกเข้าไปอยู่ในการเรียนเสริมหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์

สองประเด็นหลังนี้น่ากลัวกว่าครับ

นอกจากสองประเด็นแรกที่พ่อแม่ยุคใหม่ทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งสองคน(โดยส่วนใหญ่)

รวมทั้งการเดินทางแล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราก็มีเวลาอยู่กับเด็กๆน้อยเต็มทีอยู่แล้ว

คราวนี้สถานที่ที่สามของเด็ก(Third Place)นอกจากบ้านและโรงเรียนแล้ว

พ่อแม่หลายคนเต็มใจที่จะมอบสถานที่ที่สามหรือเสมือนสร้างสถานที่ที่สามนี้ให้แก่เด็กๆ

ทำให้เด็กไม่มีเวลาได้พูดคุยกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองแต่อย่างใด

เด็กเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์เด็กกลับบ้านขลุกกับสื่อ

ที่แยกให้เด็กตัดขาดจากคนในบ้านโดยไม่รู้ตัวทั้งพ่อแม่และตัวเด็ก

เป็นอย่างนี้แล้วเราจะเอาเวลาที่ไหน ลูกๆ หรือเด็กๆ จะมีเวลาตรงไหน

มาร่วมกันขีดเส้น ทำร่องรอยและช่วยกันขุดคลอง เพื่อเป็นทางน้ำในการดำเนินนาวาชีวิต

ของเด็กในทางที่ดีโดยคลองที่ช่วยกันขุดทั้งพ่อแม่และเด็กๆนี้ผมเรียกว่า "คลองธรรม"

และเราจะเอาเวลาที่ไหนมาช่วยกันสร้างทำนองของชีวิตแก่เด็กๆ

เพื่อให้เกิดเป็น "ทำนองคลองธรรม"ล่ะครับ

สำหรับผมแล้ว ทำนองคลองธรรม สำคัญยิ่งนัก

ถ้าในวัยเด็กเล็กๆ ที่เราสามารถปลูกฝังอะไรแก่เด็กได้ง่ายๆแล้ว

แต่ทว่าเรากลับมีเวลาจำกัดไม่สามารถปลูกฝังทุกเรื่องแก่เด็กได้หมด

ได้ทันเพราะเวลาเราเหลือน้อยลงทุกที เราจะเลือกอะไรดี

ระหว่างปลูกฝังความดีหรือความเก่ง ... น่าคิดนะครับ

สำหรับผมแล้วถ้าจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผมเลือกที่จะปลูกฝังความดีหรือชวนเด็กๆเหล่านั้นมาขุดคลองธรรม

และสร้างทำนองที่ดีที่ล่องลอยในคลองสายนี้ไปด้วยกัน

สะสมบ่มเพาะคลองสายนี้ให้ลึก ลึกจนไม่มีวันจะตื้นเขินได้ในอนาคต

ดังนั้นเวลาเราเหลือน้อยเต็มทีแล้วครับที่จะใช้เวลากับเด็ก

ช่วยๆ กันปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กดีจนโตไปเป็นคนดีของสังคม

"ความ(อาจจะ)เข้าใจผิดของยุคสมัย"

เด็กทุกวันนี้เป็นสมาธิสั้นเยอะนะครับโรคไฮเปอร์ก็แยะ ดาวน์ฯ

หรือโรคปัญหาสุขภาพก็มากมีทั้งโรคอ้วน โรคภูมิแพ้สารพัดสารพัน

บ่อยครั้งผมแอบตั้งข้อสังเกตจากคำถามที่ผมได้ยินจากพี่สาวผมทำให้ฉุดคิดขึ้นมา

"ทำไมลูกกรรมกรก่อสร้างไม่เห็นเป็นโรคนั่นโรคนี่กันเลยหรือเราเลี้ยงดีเกินไป?"

เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ

พ่อแม่หลายคนให้ลูกดูวีดีทัศน์ตั้งแต่เล็กๆไม่ว่าจะเป็นการสอนพยัญชนะ ศัพท์

การคำนวณต่างๆ เด็กเล็กดูไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรให้ฟังกรอกหูไปก่อน

ฟังแล้วเดี๋ยวก็จำได้เอง จะได้รู้เสียแต่เนิ่นๆ แต่หารู้ไม่ว่าภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวเหล่านั้น

เป็นบ่อเกิดของสมาธิสั้นเพราะสื่อเคลื่อนไหวหลายตัวไปกำหนดความเร็วในการรับรู้

ให้เด็กตื่นตัวตื่นเต้นตลอดเวลาและที่สำคัญ คือ ไม่มีช่องว่างให้เด็กได้คิดได้ตั้งคำถาม

กับพ่อแม่ซึ่งจะทำให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์และเพิ่มพูนความผูกพันกับพ่อแม่มากขึ้น

พ่อแม่หลายคนให้ลูกกินอาหารดีๆขนมอร่อยๆ ในขณะที่ขนมอร่อยๆปัจจุบัน

ก็ซ่อนความหวานลึกของน้ำตาลในปริมาณที่มากจนส่งผลต่อสมองเด็ก

ขออนุญาตเทียบเคียงที่เคยได้ยินมาว่า ให้หมากินน้ำตาลมากๆ มันจะอยู่ไม่สุข

จะตื่นตัวและโวยวายตลอด ไอติมดีๆ ที่ให้กินกันนอกจากน้ำตาลแล้ว

ไขมันปริมาณที่มากทำให้เด็กอ้วนง่ายและถ้าขาดการออกกำลังกายแล้ว

จะทำให้เด็กมีภาวะของการเกิดโรคต่างๆได้ง่าย

พ่อแม่หลายคนให้เด็กนอนในห้องแอร์มากเกินไปจนเด็กสูดเอาฝุ่น

และอากาศที่ไม่ถ่ายเทหรือก็คืออากาศที่ไม่บริสุทธิ์ส่งผลให้เป็นโรคภูมิแพ้กันได้ง่าย

พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนวิชาต่างๆ ที่คิดว่าดีแก่ลูกทั้งหลังเลิกเรียนในวันธรรมดา

และในวันเสาร์อาทิตย์จนเด็กไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมีหน้าที่รับบริโภคทางเดียว

ไม่มีโอกาสตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารที่เข้าสมองของเด็กเด็กหลายๆคนเรียนเยอะ

แต่กลับคิดเรื่องง่ายๆ ไม่เป็นเด็กหลายคนมีภาวะเก็บกดจากภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอ

เพราะพ่อแม่กำลังนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆอะไรที่ดีหมดนำเสนอให้หมด

โดยที่ไม่ได้ถามเด็กว่า เด็กต้องการหรือไม่ ชอบหรือไม่พ่อแม่บ่มเพาะความเครียดกับเด็ก

ผ่านสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดให้แก่ลูกๆ

พ่อแม่หลายคนใช้เวลากับลูกมากกว่าที่รุ่นปู่ย่าตายายมอบให้กับพ่อแม่ในวัยเด็ก

ด้วยการให้"ปริมาณ"ของเวลาที่อยู่กับลูก มากกว่าเวลาที่มี"คุณภาพ"กับลูก

ยุคเราในวัยเด็กหลายคนไม่มีพ่อแม่ไปรับส่งเสาร์อาทิตย์

ไม่มีพ่อแม่พาไปเรียนตามที่ต่างๆ ไปกลับโรงเรียนเอง เสาร์อาทิตย์ก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้าน

เกิดอะไรกับเด็กยุคนี้....

พ่อแม่ยุคนี้ดูเสมือนจะมีเวลาให้กับเด็กมากกว่ายุคของเราแม้จะมากแต่กลับให้

ในบทบาทของ"ทาสรับใช้" คือสารถีในการขับไปรับส่งโรงเรียนหรือคนรับใช้

ในการเตรียมอาหารการกินให้กับเด็กๆ ในรถช่วงเช้าหรือระหว่างพักกลางวัน

ในช่วงเสาร์อาทิตย์ หรือพาไปกินอาหารดีๆ ในเย็นวันเสาร์และอาทิตย์

หลังจากลูกๆ ปฏิบัติภารกิจพิชิตสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่มอบให้ได้บรรลุเป้าหมายสมความตั้งใจ

พ่อแม่จึงต้องพาไปกินอาหารดีๆ ซักหน่อยไม่ว่าจะเป็นฟาสฟู้ดราคาแพง

ที่มีโซเดียมมากเกินไปหรือไอติมหลากหลายรสที่มีน้ำตาลสูงเอาการอยู่

เคยสังเกตกันไหมครับบทสนทนาหลังเลิกเรียนวันธรรมดาหรือในวันเสาร์อาทิตย์

ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของปากท้องว่าจะกินอะไรกันดีจะไปกินที่ไหน จะไปต่อด้วยอะไร

เสร็จแล้วกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยของพ่อแม่ที่ตนเองก็คิดว่าได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อลูก

ก็แยกย้ายไปพักผ่อนเด็กก็ปลีกตัวไปดูการ์ตูน เล่นเกม เล่นเนทเพื่อปลดปล่อยความเครียด

หรือความเหนื่อยที่ตนทำให้พ่อและแม่มาตลอดทั้งวัน

บทสนทนาเกี่ยวกับความคิดลูกสอบถามความคืบหน้าว่า วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง

เจออะไรมากับเพื่อนคนนั้นนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ดูจะมีบ้างแต่น่าจะเป็นหัวข้อ

ที่รองจากเรื่องอาหารการกินลูกจะกินนู่น อีกคนจะกินนั่น พ่อแม่ก็ไม่อยากไปบ้าง

เพราะไม่ดีต่อลูกลูกโอเคบ้างไม่โอเคบ้าง หรือถ้าตามใจพ่อแม่บ้างก็ขอต่อรองเป็นขนม

ของเล่นหรืออื่นๆ การแลกเปลี่ยนทางความคิดดูจะน้อยลงทุกทีขณะเดียวกัน

บทสนทนาดูจะออกไปทางการเจรจาต่อรองเสียมากกว่า และพ่อแม่หลายคนก็จะเหนื่อยใจ

ต่อการเจรจาที่ชาญฉลาดของเด็กๆและบอกตัวเองว่า

เด็กมันฉลาดแต่หารู้ไม่การเจรจาที่ฉะฉานมาจากการเลียนแบบจากสื่อที่เด็กเองก็ไม่รู้ถูกรู้ผิด

รู้แต่เพียงว่าผู้ใหญ่เขาทำกัน ทำตามๆไปโดยไม่เข้าใจ

กลับมาที่ลูกชาวบ้านทั่วไปบ้างวิถีชีวิตเขาเป็นอย่างไรกันครับ ลองคิดดู

...........................................................

ขอย้ำอีกครั้งนะครับเป็นความคิดส่วนตัวผม และไม่มีเจตนาตำหนิแต่อย่างไร

ที่เขียนออกไปคงเป็นหมายเหตุของยุคสมัยในยุคที่เราอาจจะเข้าใจผิดว่า

เรากำลังให้สิ่งที่ดีๆแก่เด็กๆ ทั้งเวลา การศึกษาการกินอยู่

แต่ผลลัพธ์บางอย่างดูจะล่อแหลมสุ่มเสี่ยงต่อเด็กน้อยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่าเหตุการณ์ "พ่อแม่รังแกฉัน" ก็มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย

เพียงแต่ยุคนี้ดูจะรุนแรงกว่าแต่แนบเนียนกว่าและดูเหมือนจะมีเหตุผลชอบธรรมมากกว่า

ในแง่ที่ว่าเรากำลังนำเสนอสิ่งดีๆและดีที่สุดแก่เด็กยุคนี้ โดยลืมไปว่า

เราอาจจะขาดการสร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างหรือการปลูกฝังความคิดบางอย่างแก่เด็ก

และดูเหมือนเราจะเลี้ยงลูกกันใน"รูปแบบ"ที่คิดกันตามสมัยว่าดีที่สุดมากกว่า"ความรู้สึก"

ความรู้สึกที่เข้าใจเด็กหรือแม้แต่ความรู้สึกของเด็กว่าเป็นอย่างไร

เรากำลังให้สิ่งที่ดีจริงๆหรือ? ทำไมบ่อยครั้งที่พ่อแม่ที่อยู่กับเด็กมากกว่าครูที่โรงเรียน

จึงไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร ในบางวิชาที่ครูได้สัมผัสกับเด็กเพียงอาทิตย์ละ2ชั่วโมง

กลับพบว่า เด็กกำลังเป็นสมาธิสั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

เป็นเด็กพิเศษ โดยพ่อแม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆที่มีเวลาอยู่กับเด็กมากกว่าครู

ถ้าไม่ใช่เกิดจากการป้อนที่ผิดพลาด .....

ผมว่ามันต้องเกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างในยุคสมัยนี้เสียแล้วครับ

ที่มา โดย คุณณณัฏฐ์ เขมโสภต
ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลเบิล อาร์ต แอนด์ ครีเอทีฟ (ไทยแลนด์)

..............................

Best Regards,

Thanyatorn Sayaniwas (Jann)
Corporate Communication Officer

Global Art & Greative (Thailand) Co.,Ltd.
The 11th floor. Church of Christ in Thailand.
328 Phayathai Rd., Khet Ratchathevi, Bangkok, 10400
Tel: 02.214.6210 Ext.105
Fax: 02.214.6316
(Available on Tue-Sat: 9.00 am. - 6.00 pm.)

เด็กท้องในวัยเรียน "ผมว่าโรงเรียนยังไม่แออัด จนถึงกับครูไม่มีที่ยืนหรอกนะครับ"

by prasitporn Email

Link: http://www.teenpath.net/content.asp?ID=12354

ด้วยความผูกพันส่วนตัวในอาชีพครู เป็นความเห็นที่อาจต่างกับคุณครูในบางประเด็นที่ว่า ทำไมท้องแล้วยังให้เรียนต่อ­ นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งของผม เพราะประเด็นเรื่องการศึกษา และเยาวชนเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ
ผมเออรี่จากครูมัธยมฯ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ อายุตอนนั้นยังไม่เต็มห้าสิบดี แต่อาศัยเงื่อนไขข้อที่อายุราชการเกิน ๒๕ ปี เสียดายที่ต้องลาออกจากอาชีพที่รัก ด้วยเหตุผลที่ภรรยาอยากกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดบ้าง และลูกอยากไปลองเรียนที่ต่างประเทศดูมั่ง

ความเห็นของผมเรื่อง “ท้องแล้วยังเรียนได้” คือ
๑.ไม่ยุติธรรมเลย เพราะเขารับกรรมทั้งตรงๆ และจากสังคมรอบด้าน แล้วยังไม่พอ ยังจะตัดอนาคตทางการศึกษาลงไปอีก เพราะเบื้องหลังของการท้อง มีหลายองค์ประกอบ ทั้งองค์ประกอบ แห่งการไม่รู้เท่าทัน พลั้งเผลอ ขาดการเรียนรู้ ขาดการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง และองค์ที่สำคัญ คือ “องคชาต” ครับ

คนที่ทำให้คนอื่นท้องยังลอยนวล เรียนต่อได้ และอาจไปทำให้คนอื่นท้องได้อีก โดยสังคมไม่ว่าอะไรเลย
๒.ผมไม่สนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม แต่ถ้าลูกสาวเราเอง ที่เราคิดว่าเราสร้างภูมิคุ้มกันให้พอควรแล้ว โอกาสที่จะเกิดเหตุท้องเมื่อไม่พร้อมในสังคมปัจจุบันมีมากแค่ไหน โดยเฉพาะในสังคมไทย ถ้าลูกสาวเราท้องในวัยเรียนเราจะทำอย่างไร

ให้เขาหยุดเรียน­­

แล้วอนาคตของเขาล่ะ เมื่อไม่มีความรู้ติดตัว ลูกติด เราต้องเป็นภาระต้องเลี้ยงดูเขาอีกนานแค่ไหน เราจะตัดใจปล่อยเขาไปตามยถากรรมได้หรือ­

ทำแท้ง­

ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย เราคงทำไม่ได้­ แค่สมมุติว่า เด็กที่ท้องเป็นลูกหลานเรา เราก็อาจเปลี่ยนความคิดในเรื่องนี้แล้ว

๓.การตั้งท้องไม่ใช่เรื่องสนุก ยิ่งท้องเมื่อไม่พร้อม ท้องในวัยเรียน ยิ่งมีแรงกดดันมหาศาล สังคมไม่ยอมรับ ถูกตราหน้า แต่ถ้าใจถึงยังจะเรียนต่อในโรงเรียนเดิมไปจนถึงคลอด (หากกระทรวงอนุญาต)

ผมไม่คิดว่าจะมีวัยรุ่น หรือเพื่อนๆ อยากเลียนแบบ คงไม่มีวัยรุ่นคนไหนคิดว่า

เฮ้ย....เท่ว่ะ..... ชุดคลุมท้องสวยจัง ฉันเอามั่งดีกว่า จะได้ใส่ชุดคลุมท้องดีไซน์หรูๆ เท่ๆ มาโรงเรียน!!!!

ผมว่าการให้เด็กท้องเรียนร่วม กลับจะได้เห็นประโยชน์ เพื่อนๆ คงจะได้เห็นภาพความลำบากของคนท้อง ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ แพ้ท้อง อุ้ยอ้าย ร้อน ทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกับเพื่อนไม่ได้ ด้านจิตใจยิ่งหนักหน่วง แค่สายตาที่ดูหมิ่นดูแคลน คำพูดที่ตอกย้ำ “ไม่รักนวลสงวนตัว” “สำส่อน" ทั้งๆ ที่ท้องเพราะมีเพศสัมพันธ์แค่ครั้งสองครั้งก็ได้

ส่วนพวกที่รู้การป้องกันตัว ทำทุกวัน แต่ไม่มีใครกล้าตราหน้าว่า "สำส่อน" เพราะแค่ไม่มีหลักฐานจะๆ ว่าท้องให้เห็น แค่เพื่อนๆ เห็นชะตากรรมของเพื่อนก็ขนหัวลุกแล้วล่ะ

เป็นความเห็นที่แตกต่างไปจากคุณครูบางท่านนะครับ ผมว่าโรงเรียนบ้านเราคงยังไม่แออัด ขนาดครูไม่มีที่ยืนหรอกนะครับ

ส่วนเรื่องความวิตกกังวลเรื่องพฤติกรรมของเยาวชน จะแก้ที่ต้นเหตุก็ดีครับ แต่ต้นเหตุจริงๆ อยู่ตรงไหน ใครกล้าฟันธง ใครทราบช่วยชี้เบาะแสกันหน่อยนะครับ

สวัสดีครับ
สนใจอ่านงานเขียนอื่นๆ ของครูหนวด ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/livinginusa2009