Archives for: August 2010, 24
เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าบทความนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตของผมเล็กๆ น้อยๆ
ที่มีต่อตัวเรา เด็กของเราและยุคสมัยปัจจุบัน เผื่อผู้ใหญ่จะฉุกคิดอะไรและแก้ไขได้ก่อนจะสาย
"เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที"
เป็นคำพูดที่ผมมีโอกาสบอกกับพ่อแม่หลายๆคนที่มีโอกาสสนทนากัน
หลายคนพยักหน้าเข้าใจว่าคงหมายถึงอายุของแต่ละคนที่จะเหลือน้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้
เปล่าเลยครับ"ผมหมายถึงเวลาที่เราจะอยู่กับลูกๆของเราเหลือน้อยลงทุกทีครับ....."
ก็นั่นนะสิก็ความหมายเดียวกันนี่
"เดี๋ยวก่อนครับผมยังพูดไม่จบ ผมหมายความว่า เวลาที่เราจะอยู่กับลูกจนเค้ากลายเป็นวัยรุ่น
และเป็นตัวของตัวเองนั้นน้อยลงทุกทีตามยุคสมัย...."
ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆครับ เพราะทุกวันนี้ผมรู้สึกว่า เด็กในยุคนี้เป็นวัยรุ่นกันเร็ว
กว่ายุคก่อนๆ บางคนกว่าจะเป็นวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตัวเองไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่แล้ว
ก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยหรือถ้านานกว่านั้นยุคก่อนหน้าผมที่มี ม.ศ.7 ม.ศ.8 ด้วยแล้ว
กว่าจะเรียกว่าวัยรุ่นเต็มปากก็ปาไปยี่สิบต้นๆ แล้วครับถ้ามายุคผมอาจจะลดลงมาหน่อย
ประมาณ ม.4-ม.5 อายุเฉลี่ยก็ราวๆ 16-17 ปี
แต่มาเด็กสมัยนี้สิครับ แทบจะเรียกว่าขึ้น ม.ต้นก็เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว
"เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีที่จะป้อนความคิดความรู้ต่างๆ
ให้กับเด็กเพื่อให้อยู่ในร่องในรอย อยู่ในทำนองคลองธรรมหรือปลูกฝังจริยธรรมนั้น
เหลือน้อยลงทุกทีเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ
"และนั่นคือแต้มรองของพ่อแม่ในยุคนี้เมื่อเทียบกับยุคก่อน"
นอกจากเวลาที่เด็กๆเริ่มจะเป็นตัวของตัวเองเร็วขึ้นนั้น
ในแต่ละวันเวลาที่เราอยู่รวมกับเด็กๆ ก็น้อยลงเช่นกัน
น้อยลงจากทางไหนบ้างครับ พ่อและแม่หาเลี้ยงชีพไม่มีเวลาให้ลูก
การเดินทางไปและกลับจากบ้านและโรงเรียนที่แย่งเวลาไป
สองประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้างไม่เป็นบ้างหรือก็เป็นไปตามสภาพสังคม
และเศรษฐกิจแหละครับ เป็นจนชิน เป็นจนรู้สึกได้ว่าใครๆ ก็เจอเหมือนกัน
และสองสาเหตุนี้ ลึกๆ ผมก็เข้าใจในความเป็นไปนะครับ แต่ที่น่าสังเกตกว่าคือ
1.นับวันเด็กจะอยู่กับสื่อมากเกินไป เช่น โทรทัศน์ เคเบิลการ์ตูน ดีวีดีการ์ตูน
เกมคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่ SocialNetwork ตั้งแต่ง่ายๆอย่างแชทจนไปถึง
เฟซบุ๊คที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่าเพื่อนๆและการเล่นเกมที่ต้องใช้เวลามาก
และต่อเนื่องยาวนาน
2.เด็กถูกเข้าไปอยู่ในการเรียนเสริมหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์
สองประเด็นหลังนี้น่ากลัวกว่าครับ
นอกจากสองประเด็นแรกที่พ่อแม่ยุคใหม่ทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งสองคน(โดยส่วนใหญ่)
รวมทั้งการเดินทางแล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราก็มีเวลาอยู่กับเด็กๆน้อยเต็มทีอยู่แล้ว
คราวนี้สถานที่ที่สามของเด็ก(Third Place)นอกจากบ้านและโรงเรียนแล้ว
พ่อแม่หลายคนเต็มใจที่จะมอบสถานที่ที่สามหรือเสมือนสร้างสถานที่ที่สามนี้ให้แก่เด็กๆ
ทำให้เด็กไม่มีเวลาได้พูดคุยกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองแต่อย่างใด
เด็กเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์เด็กกลับบ้านขลุกกับสื่อ
ที่แยกให้เด็กตัดขาดจากคนในบ้านโดยไม่รู้ตัวทั้งพ่อแม่และตัวเด็ก
เป็นอย่างนี้แล้วเราจะเอาเวลาที่ไหน ลูกๆ หรือเด็กๆ จะมีเวลาตรงไหน
มาร่วมกันขีดเส้น ทำร่องรอยและช่วยกันขุดคลอง เพื่อเป็นทางน้ำในการดำเนินนาวาชีวิต
ของเด็กในทางที่ดีโดยคลองที่ช่วยกันขุดทั้งพ่อแม่และเด็กๆนี้ผมเรียกว่า "คลองธรรม"
และเราจะเอาเวลาที่ไหนมาช่วยกันสร้างทำนองของชีวิตแก่เด็กๆ
เพื่อให้เกิดเป็น "ทำนองคลองธรรม"ล่ะครับ
สำหรับผมแล้ว ทำนองคลองธรรม สำคัญยิ่งนัก
ถ้าในวัยเด็กเล็กๆ ที่เราสามารถปลูกฝังอะไรแก่เด็กได้ง่ายๆแล้ว
แต่ทว่าเรากลับมีเวลาจำกัดไม่สามารถปลูกฝังทุกเรื่องแก่เด็กได้หมด
ได้ทันเพราะเวลาเราเหลือน้อยลงทุกที เราจะเลือกอะไรดี
ระหว่างปลูกฝังความดีหรือความเก่ง ... น่าคิดนะครับ
สำหรับผมแล้วถ้าจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผมเลือกที่จะปลูกฝังความดีหรือชวนเด็กๆเหล่านั้นมาขุดคลองธรรม
และสร้างทำนองที่ดีที่ล่องลอยในคลองสายนี้ไปด้วยกัน
สะสมบ่มเพาะคลองสายนี้ให้ลึก ลึกจนไม่มีวันจะตื้นเขินได้ในอนาคต
ดังนั้นเวลาเราเหลือน้อยเต็มทีแล้วครับที่จะใช้เวลากับเด็ก
ช่วยๆ กันปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กดีจนโตไปเป็นคนดีของสังคม
"ความ(อาจจะ)เข้าใจผิดของยุคสมัย"
เด็กทุกวันนี้เป็นสมาธิสั้นเยอะนะครับโรคไฮเปอร์ก็แยะ ดาวน์ฯ
หรือโรคปัญหาสุขภาพก็มากมีทั้งโรคอ้วน โรคภูมิแพ้สารพัดสารพัน
บ่อยครั้งผมแอบตั้งข้อสังเกตจากคำถามที่ผมได้ยินจากพี่สาวผมทำให้ฉุดคิดขึ้นมา
"ทำไมลูกกรรมกรก่อสร้างไม่เห็นเป็นโรคนั่นโรคนี่กันเลยหรือเราเลี้ยงดีเกินไป?"
เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ
พ่อแม่หลายคนให้ลูกดูวีดีทัศน์ตั้งแต่เล็กๆไม่ว่าจะเป็นการสอนพยัญชนะ ศัพท์
การคำนวณต่างๆ เด็กเล็กดูไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรให้ฟังกรอกหูไปก่อน
ฟังแล้วเดี๋ยวก็จำได้เอง จะได้รู้เสียแต่เนิ่นๆ แต่หารู้ไม่ว่าภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวเหล่านั้น
เป็นบ่อเกิดของสมาธิสั้นเพราะสื่อเคลื่อนไหวหลายตัวไปกำหนดความเร็วในการรับรู้
ให้เด็กตื่นตัวตื่นเต้นตลอดเวลาและที่สำคัญ คือ ไม่มีช่องว่างให้เด็กได้คิดได้ตั้งคำถาม
กับพ่อแม่ซึ่งจะทำให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์และเพิ่มพูนความผูกพันกับพ่อแม่มากขึ้น
พ่อแม่หลายคนให้ลูกกินอาหารดีๆขนมอร่อยๆ ในขณะที่ขนมอร่อยๆปัจจุบัน
ก็ซ่อนความหวานลึกของน้ำตาลในปริมาณที่มากจนส่งผลต่อสมองเด็ก
ขออนุญาตเทียบเคียงที่เคยได้ยินมาว่า ให้หมากินน้ำตาลมากๆ มันจะอยู่ไม่สุข
จะตื่นตัวและโวยวายตลอด ไอติมดีๆ ที่ให้กินกันนอกจากน้ำตาลแล้ว
ไขมันปริมาณที่มากทำให้เด็กอ้วนง่ายและถ้าขาดการออกกำลังกายแล้ว
จะทำให้เด็กมีภาวะของการเกิดโรคต่างๆได้ง่าย
พ่อแม่หลายคนให้เด็กนอนในห้องแอร์มากเกินไปจนเด็กสูดเอาฝุ่น
และอากาศที่ไม่ถ่ายเทหรือก็คืออากาศที่ไม่บริสุทธิ์ส่งผลให้เป็นโรคภูมิแพ้กันได้ง่าย
พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนวิชาต่างๆ ที่คิดว่าดีแก่ลูกทั้งหลังเลิกเรียนในวันธรรมดา
และในวันเสาร์อาทิตย์จนเด็กไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมีหน้าที่รับบริโภคทางเดียว
ไม่มีโอกาสตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารที่เข้าสมองของเด็กเด็กหลายๆคนเรียนเยอะ
แต่กลับคิดเรื่องง่ายๆ ไม่เป็นเด็กหลายคนมีภาวะเก็บกดจากภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอ
เพราะพ่อแม่กำลังนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆอะไรที่ดีหมดนำเสนอให้หมด
โดยที่ไม่ได้ถามเด็กว่า เด็กต้องการหรือไม่ ชอบหรือไม่พ่อแม่บ่มเพาะความเครียดกับเด็ก
ผ่านสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดให้แก่ลูกๆ
พ่อแม่หลายคนใช้เวลากับลูกมากกว่าที่รุ่นปู่ย่าตายายมอบให้กับพ่อแม่ในวัยเด็ก
ด้วยการให้"ปริมาณ"ของเวลาที่อยู่กับลูก มากกว่าเวลาที่มี"คุณภาพ"กับลูก
ยุคเราในวัยเด็กหลายคนไม่มีพ่อแม่ไปรับส่งเสาร์อาทิตย์
ไม่มีพ่อแม่พาไปเรียนตามที่ต่างๆ ไปกลับโรงเรียนเอง เสาร์อาทิตย์ก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้าน
เกิดอะไรกับเด็กยุคนี้....
พ่อแม่ยุคนี้ดูเสมือนจะมีเวลาให้กับเด็กมากกว่ายุคของเราแม้จะมากแต่กลับให้
ในบทบาทของ"ทาสรับใช้" คือสารถีในการขับไปรับส่งโรงเรียนหรือคนรับใช้
ในการเตรียมอาหารการกินให้กับเด็กๆ ในรถช่วงเช้าหรือระหว่างพักกลางวัน
ในช่วงเสาร์อาทิตย์ หรือพาไปกินอาหารดีๆ ในเย็นวันเสาร์และอาทิตย์
หลังจากลูกๆ ปฏิบัติภารกิจพิชิตสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่มอบให้ได้บรรลุเป้าหมายสมความตั้งใจ
พ่อแม่จึงต้องพาไปกินอาหารดีๆ ซักหน่อยไม่ว่าจะเป็นฟาสฟู้ดราคาแพง
ที่มีโซเดียมมากเกินไปหรือไอติมหลากหลายรสที่มีน้ำตาลสูงเอาการอยู่
เคยสังเกตกันไหมครับบทสนทนาหลังเลิกเรียนวันธรรมดาหรือในวันเสาร์อาทิตย์
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของปากท้องว่าจะกินอะไรกันดีจะไปกินที่ไหน จะไปต่อด้วยอะไร
เสร็จแล้วกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยของพ่อแม่ที่ตนเองก็คิดว่าได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อลูก
ก็แยกย้ายไปพักผ่อนเด็กก็ปลีกตัวไปดูการ์ตูน เล่นเกม เล่นเนทเพื่อปลดปล่อยความเครียด
หรือความเหนื่อยที่ตนทำให้พ่อและแม่มาตลอดทั้งวัน
บทสนทนาเกี่ยวกับความคิดลูกสอบถามความคืบหน้าว่า วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง
เจออะไรมากับเพื่อนคนนั้นนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ดูจะมีบ้างแต่น่าจะเป็นหัวข้อ
ที่รองจากเรื่องอาหารการกินลูกจะกินนู่น อีกคนจะกินนั่น พ่อแม่ก็ไม่อยากไปบ้าง
เพราะไม่ดีต่อลูกลูกโอเคบ้างไม่โอเคบ้าง หรือถ้าตามใจพ่อแม่บ้างก็ขอต่อรองเป็นขนม
ของเล่นหรืออื่นๆ การแลกเปลี่ยนทางความคิดดูจะน้อยลงทุกทีขณะเดียวกัน
บทสนทนาดูจะออกไปทางการเจรจาต่อรองเสียมากกว่า และพ่อแม่หลายคนก็จะเหนื่อยใจ
ต่อการเจรจาที่ชาญฉลาดของเด็กๆและบอกตัวเองว่า
เด็กมันฉลาดแต่หารู้ไม่การเจรจาที่ฉะฉานมาจากการเลียนแบบจากสื่อที่เด็กเองก็ไม่รู้ถูกรู้ผิด
รู้แต่เพียงว่าผู้ใหญ่เขาทำกัน ทำตามๆไปโดยไม่เข้าใจ
กลับมาที่ลูกชาวบ้านทั่วไปบ้างวิถีชีวิตเขาเป็นอย่างไรกันครับ ลองคิดดู
...........................................................
ขอย้ำอีกครั้งนะครับเป็นความคิดส่วนตัวผม และไม่มีเจตนาตำหนิแต่อย่างไร
ที่เขียนออกไปคงเป็นหมายเหตุของยุคสมัยในยุคที่เราอาจจะเข้าใจผิดว่า
เรากำลังให้สิ่งที่ดีๆแก่เด็กๆ ทั้งเวลา การศึกษาการกินอยู่
แต่ผลลัพธ์บางอย่างดูจะล่อแหลมสุ่มเสี่ยงต่อเด็กน้อยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่าเหตุการณ์ "พ่อแม่รังแกฉัน" ก็มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย
เพียงแต่ยุคนี้ดูจะรุนแรงกว่าแต่แนบเนียนกว่าและดูเหมือนจะมีเหตุผลชอบธรรมมากกว่า
ในแง่ที่ว่าเรากำลังนำเสนอสิ่งดีๆและดีที่สุดแก่เด็กยุคนี้ โดยลืมไปว่า
เราอาจจะขาดการสร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างหรือการปลูกฝังความคิดบางอย่างแก่เด็ก
และดูเหมือนเราจะเลี้ยงลูกกันใน"รูปแบบ"ที่คิดกันตามสมัยว่าดีที่สุดมากกว่า"ความรู้สึก"
ความรู้สึกที่เข้าใจเด็กหรือแม้แต่ความรู้สึกของเด็กว่าเป็นอย่างไร
เรากำลังให้สิ่งที่ดีจริงๆหรือ? ทำไมบ่อยครั้งที่พ่อแม่ที่อยู่กับเด็กมากกว่าครูที่โรงเรียน
จึงไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร ในบางวิชาที่ครูได้สัมผัสกับเด็กเพียงอาทิตย์ละ2ชั่วโมง
กลับพบว่า เด็กกำลังเป็นสมาธิสั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
เป็นเด็กพิเศษ โดยพ่อแม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆที่มีเวลาอยู่กับเด็กมากกว่าครู
ถ้าไม่ใช่เกิดจากการป้อนที่ผิดพลาด .....
ผมว่ามันต้องเกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างในยุคสมัยนี้เสียแล้วครับ
ที่มา โดย คุณณณัฏฐ์ เขมโสภต
ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลเบิล อาร์ต แอนด์ ครีเอทีฟ (ไทยแลนด์)
..............................
Best Regards,
Thanyatorn Sayaniwas (Jann)
Corporate Communication Officer
Global Art & Greative (Thailand) Co.,Ltd.
The 11th floor. Church of Christ in Thailand.
328 Phayathai Rd., Khet Ratchathevi, Bangkok, 10400
Tel: 02.214.6210 Ext.105
Fax: 02.214.6316
(Available on Tue-Sat: 9.00 am. - 6.00 pm.)
24/08/2010 13:23:50, 