Archives for: April 2011
โรค Invasive Pneumococal Disease

โรค ไอ พี ดี (Invasive Pneumococcal Disease)
ลักษณะโรค
โรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease - IPD) คือการติดเชื้อ Streptococcus pneumoniae แบบรุนแรงและแพร่กระจาย สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในอวัยวะหลายระบบ ได้แก่ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง โรคนี้รู้จักมานานแล้วมักพบในทารกและเด็กเล็ก อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักจนเสียชีวิต หรือเกิดความพิการได้1
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Pneumococcus ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดกรัมบวก มี 90 สายพันธุ์ (serotype) และ 42 serogroup โดยมี 10 สายพันธุ์ที่พบเป็นสาเหตุของโรคไอพีดีประมาณร้อยละ 622 พบเชื้อนี้ได้ในทางเดินหายใจส่วนต้น (โพรงจมูกและคอหอย) เชื้อสามารถแบ่งตัวได้ดีในปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบและแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดทำให้เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ หรือกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบสมองและไขสันหลัง ทำให้เกิดอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยผู้ที่มีเชื้อในลำคอจะเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ทางละอองเสมหะหรือน้ำมูก การพบเชื้อแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค (ตารางที่ 1) ความแออัด สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และขนาดของครอบครัว3 พบเชื้อในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ในเด็กไทยปกติพบเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 35 โดยพบมากที่สุดในเด็กทารกและเด็กเล็กในช่วงอายุ 2 - 3 ปี ในเด็กไทยที่ป่วยอายุต่ำกว่า 5 ปี พบเชื้อสูงถึงร้อยละ 604 ส่วนในผู้ใหญ่พบเชื้อได้แตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 5 ถึง 702
วิธีการติดต่อ
เชื้อ Pneumococcus เข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุบริเวณทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะแพร่จากพาหะหรือผู้ป่วยโดยตรง เชื้อจะเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เชื้ออาจแพร่กระจายไปเยื่อหุ้มสมองทำให้มีสมองอักเสบ หรือไปที่อวัยวะอื่นเช่น กระดูกและข้อทำให้มีกระดูกและข้ออักเสบ
ระยะฟักตัว
ระยะฟักตัวของโรคปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumococcus 1 – 3 วัน
ระยะติดต่อ
ระยะเวลาการติดต่อยังไม่รู้ แต่เชื่อว่าการแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีเชื้อในเสมหะ เด็กเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่าผู้ใหญ่ คือพบมีเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นเฉลี่ย 2 - 4 เดือน ในขณะที่ผู้ใหญ่เป็นพาหะนาน 2 - 4 สัปดาห์
อาการและอาการแสดง
เชื้อ Pneumococcus มักทำให้เกิดโรคของระบบทางเดินหายใจ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและพบได้บ่อย เชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ ซึ่งอาจมีอาการรุนแรง ส่วน การติดเชื้อแบบไอพีดีพบได้น้อยมากแต่มีความรุนแรง อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อนี้ เด็กจะมีไข้สูง คอแข็ง งอแง ซึม ไม่ดื่มนม และชัก นอกจากนี้ในผู้ใหญ่จะมีอาการ สับสน และกลัวแสงเนื่องจากมีความไวต่อการรับแสงมากขึ้น หากติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง ร้องกวน งอแง อาจช็อค และถ้ามีปอดอักเสบเด็กจะมีอาการไข้ ไอ หอบ หายใจเร็ว
ที่มา: สำนักระบาดวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ego state
ego stat หมายถึง สภาวะแห่งตน
อีริคเบิร์น(Eric Bern) ได้นำคำว่า Ego ของฟรอยด์ (Freud) มาศึกษาและเปลี่ยนแปลงเพื่อการนำไปใช้ให้ง่ายขึ้น และเรียกใหม่ว่า “Ego States” ประกอบด้วย 3 สภาวะ คือ
1. สภาวะความเป็นพ่อแม่
(Parent Ego State)
2. สภาวะความเป็นผู้ใหญ่
(Adult Ego State)
3. สภาวะความเป็นเด็ก
(Child Ego State)
1.สภาวะความเป็นพ่อแม่ หมายถึง การแสดงออกของบุคคลที่มีลักษณะคล้ายพ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดที่เคยแสดงกับเขามาก่อน เช่น พูดคำพูดแบบเดียวกัน “นี่เธอ” “ลูกคะ” หรือทำท่าทาง “ท้าวสะเอว” “มองด้วยสายตาดูถูก” “มองด้วยสายตารักใคร่”
1.1 สภาวะความเป็นพ่อแม่เมตตา (Nurturing Parent : NP) หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่ให้เห็นความโอบอ้อมอารี ห่วงใย ช่วยเหลือ ชมเชย ให้เกียรติ ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความรักด้วยความจริงใจ พูดจาอ่อนหวาน ให้กำลังใจ ซึ่งเป็นการแสดงความเอาใจใส่ทางบวก (Positive Strokes)
1.2สภาวะความเป็นพ่อแม่ติเตียน (Critical Parent : CP) หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่ให้เห็นเป็นผู้ปกครอง ชอบใช้คำสั่ง แสดงตนเหนือผู้อื่น ดุด่า ติเตียน ดูถูก ทำให้ผู้อื่นต่ำต้อย เช่น ชี้นิ้ว กอดอก ถอนใจ สั่งสอนเชิงวิจารณ์ ใช้น้ำเสียงดุดัน ชี้สิ่งนั้นผิด สิ่งนั้นถูก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ทางลบ (Negative Strokes)
2.สภาวะความเป็นผู้ใหญ่ หมายถึง สภาวะความเป็นผู้ใหญ่แบบ TA ไม่ได้หมายถึงการเจริญเติบโตทางอายุ เป็นสภาวะที่ได้จากการ ประมวลข้อมูลจากสภาวะความเป็นพ่อแม่ และความเป็นเด็กในส่วนของความเป็นจริงและถูกต้อง มีการพัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยไม่ใช้อารมณ์ จะมุ่งพัฒนาและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่มีความเสมอภาคต่อกัน ตัวอย่างเช่น การแข่งขันควานของเด็กวัย 11 เดือน พ่อแม่จะนำสิ่งของที่เด็กชอบไปไว้ที่จุดหมายปลายทาง เด็กจะคลานโดยเร็วเพื่อหยิบของที่เขาชอบ สภาวะความเป็นผู้ใหญ่นี้จะได้จากการสังเกต เรียนรู้ และจดจำข้อมูลรอบข้างนั่นเอง บุคคลที่มีสภาวะความเป็นผู้ใหญ่จะตัดสินใจจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ มุ่งสู่ความเป็นจริงและถูกต้อง จึงทำให้เกิดความศรัทธาและเชื่อถือ
3.สภาวะความเป็นเด็ก หมายถึง สภาวะแห่งความเป็นเด็ก ที่มีความรื่นเริง สนุกสนาน อยากรู้อยากเห็น มีความสงสัยประหลาดใจ และความหวาดกลัว พยายามจะแสวงหาที่พึ่ง ผู้ช่วยเหลือ ขาดความมั่นใจในตัวเอง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย บุคคลที่มีสภาวะนี้จะเคยใช้พฤติกรรมเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง และได้ผลมาแล้วจึงทำเสมอ ๆ แม้เมื่ออายุมากขึ้น เช่น เมื่อเด็ก ๆ ร้องไห้ต้องการของเล่นพ่อแม่ก็จะซื้อให้ เมื่อโตก็จะใช้การร้องไห้เพื่อต่อรองคนใกล้ชิด จะสังเกตสภาวะความเป็นเด็กได้จากคำพูดเช่น “หนูไม่รู้” “ยอดไปเลย” หรือการกระทำต่าง ๆ เช่น “ขว้างปาของ” “กระโดดโลดเต้น” เบิร์นแบ่งสภาวะนี้ออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
3.1 สภาวะความเป็นเด็กตามธรรมชาติ (Natural Child : NC) บุคคลจะแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็ก ๆ ร่าเริง สนุกสนาน จะแสดงความร่าเริงเมื่อประสบความสำเร็จ รู้สึกเป็นทุกข์เมื่อผิดหวัง และไม่ควบคุมอารมณ์ เช่น มารศรีร้องโวยวายเมื่อกระเป๋าสตางค์เธอหาย สายสุดาทำตัวเป็นวัวให้ลูกเธอขี่หลัง การแสดงออกดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับอายุว่าจะมากหรือน้อย
3.2ภาวะความเป็นเด็กสร้างสรรค์ (Little Professor : LP) เป็นผู้อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ๆ แต่โดยทั่วไปอาจทำไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่ามีผู้ส่งเสริมสนับสนุนเมื่อแสดงความอยากรู้เรื่องใด ๆ และได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีด้วยความเอาใจใส่
3.3 สภาวะความเป็นเด็กปรับตัว (Adapted Child : AC) บุคคลจะปรับตัวให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใกล้ชิด เช่น ชายหนุ่มโกนหนวดออกเพราะต้องการให้หญิงสาวรัก บุคคลจะทำเพื่อคนอื่นก่อนที่จะทำเพื่อตนเอง เพื่อต้องการรับความชื่นชอบจากผู้อื่น หรืออาจได้ยินคำพูดเช่น "ครับผม ผมจะทำตามท่านครับ" หรือบางกลุ่มอาจมีสภาวะความเป็นเด็กงมงาย เชื่อง่ายจนเกิดโทษ เช่น เชื่อโชคลาภ ซื้อล๊อตตาลี่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงิน บุคคลสภาวะนี้จะไม่กล้าคิดกล้าทำอะไรด้วยตนเอง และไม่กล้าตัดสินใจ จึงชอบพึ่งพาผู้อื่น
ส่วนดีของ NP (NP+)
มีความรักและเมตตาต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ แสดงออกด้วยความห่วงใย มีพฤติกรรมอ่อนโยน ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเมตตา ไม่หวังผลประโยชน์
ส่วนเสียของ NP (NP -)
มีความรักและเมตตาต่อผู้อื่นในทางที่ผิด “สอนลูกให้เป็นโจร” เช่น ซื้อรถยนต์ให้ลูกขับขณะที่ยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ได้รับใบขับขี่ ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาก็จะปกป้องลูกน้องในทางที่ผิด หรือเมตตาผู้อื่นด้วยหวังผลตอบแทน
ส่วนดีของ CP (CP+)
เป็นสภาวะที่เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ใช้คำพูดที่สร้างสรรค์ ทำให้ผู้ฟังเกิดการพัฒนา เช่น คุณชนิกาคะช่วยแก้ไขนามสกุลของดิฉันด้วยนะคะ ใช้ “ศ” แทน “ส” ค่ะ
ส่วนเสียของ CP (CP -)
เป็นสภาวะที่แสดงออกแล้วสร้างความไม่สบายใจให้ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นต่ำต้อย ชอบทำลาย ทำให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ มีวาจาที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น นี่เธอแก้ตั้งหลายครั้งแล้วไม่จำสักที นามสกุลชั้นสะกดด้วย “ศ” นะ (...จบภาษาไทยมาได้ยังไร)
ส่วนดีของ NC (NC+)
เป็นสภาวะความเป็นเด็กแท้จริง ไร้เดียงสาตามธรรมชาติของเด็ก มีความสุข มีความจริงใจกับผู้ใกล้ชิด คบค้าสมาคมด้วยเกิดความสบายใจ ไม่สะสมอารมณ์เครียด
ส่วนเสียของ NC (NC -)
จะทำตามความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงโทษที่จะเกิดตามมาทั้งของตนเองและผู้อื่น เช่น ใช้เงินจากบัตรเครดิตจนเป็นหนี้สูง ตามใจปากจนเป็นโรคอ้วน
ส่วนดีของ AC (AC+)
สุภาพ อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟัง กระทำตาม เช่น “ได้ค่ะหนูจะทำตาม” “ไม่มีปัญหาค่ะ” “คุณว่าดีผมก็ว่าดีครับ” แสดงถึงความมีสำมาคารวะ ที่เกินความจำเป็น กลายเป็นไม่จริงใจ
ส่วนเสียของ AC (AC -)
ไร้เหตุผล เชื่อง่าย งมงาย เช่น เชื่อสัตว์รูปร่างประหลาดว่ามีอิทธิฤทธิ์ เชื่อคำโฆษณาโดยไม่นำข้อมูลมาพิจารณา เช่น เชื่อว่า ใช้แล้วจะหน้าขาวภายใน 7 วัน
สภาวะทั้งสามมีอยู่ในตัวของบุคคลทุกคน เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วจะพบว่า บุคคลจะแสดงสภาวะใดมากน้อยต่างกัน ขณะเมื่อบุคคลมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และถ้าบุคคลสามารถควบคุมการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมขณะนั้นได้และถ้าปรับให้เหมาะสมตามสถานการณ์ กับความต้องการของกันและกันแล้วก็จะทำให้การติดต่อสื่อสารบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความราบรื่น
04/04/2011 14:25:55, 