Archives for: August 2011
เล่นเกมส์ติดต่อกันหลายชั่วโมงอาจถึงตายได้
ไม่ว่าคุณจะรักการเล่นวีดิโอเกมมากแค่ไหน ลึกๆ แล้วคุณคงก็รู้ดีว่าการเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่หยุดพักนั้นเป็นผลเสียต่อร่างกายแน่
ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่ใช่แค่เป็นผลเสียหรอก มันฆ่าคุณได้เลยล่ะ
คริส แสตนฟอร์ด เด็กหนุ่มชาวอังกฤษอายุ 20ปี เสียชีวิตในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหลังจากเล่นเกมในเครื่อง Xbox 360ตลอดทั้งวันทั้งคืน และปัจจุบันนี้ ครอบครัวสแตนฟอร์ดก็ได้พยายามรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงโทษของการเล่นเกมติดต่อกันหลายชั่วโมง
ผลชันสูตรพบว่า คริส แสตนฟอร์ด เด็กหนุ่มที่ตั้งใจศึกษาเพื่อจะเป็นเกมดีไซน์เนอร์ ป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis - DVT) การอุดตันเริ่มจากน่องซ้ายของเขาแล้วลุกลามไปถึงบริเวณปอด และกลายเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Pulmonary Embolism) ในที่สุด คริสได้ล้มฟุบและเสียชีวิตลงระหว่างเดินทางไปสัมภาษณ์งาน IT ที่เขาใฝ่ฝันนี่เอง
โรค DVT นั้นเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับผู้ที่ต้องนั่งอยู่บนเครื่องบินนานๆ เช่นกัน
เดวิด สแตนฟอร์ด บิดาของคริส กล่าวกับสำนักข่าวกับ BBC ว่าบุตรชายของเขาเป็นแฟนตัวยงของเกม “Halo" และมักจะใช้เวลาเล่นเกมมากเกิน 12 ชั่วโมงขึ้นไป
"การนั่่งท่าเดิมนานๆ เป็นอันตรายอย่างมาก" เดวิด สแตนฟอร์ดกล่าว "คริสรักการเล่นเกม และมักจะเล่นจนโต้รุ่ง มีผู้คนทั่วโลกเป็นล้านๆ ที่เล่นเกมติดต่อกันหลายชั่วโมงอย่างนี้ มันมีความเสี่ยงที่เรื่องจะเกิดขึ้นซ้ำอีก”
ถึงแม้ว่าเรื่องราวแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเสียชีวิตจาการเล่นเกมต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน แน่นอนว่า การเล่นเกมไม่ใช่แค่สาเหตุเดียวที่ทำให้คนต้องนั่งนานๆ จนเป็นอันตรายต่อตนเอง มีคนมากมายนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมงๆ เพื่อทำงานในแต่ละวัน หรือเล่นเฟซบุค
อย่างไรก็ตาม เดวิด สแตนฟอร์ด ก็กล่าวว่าเขาไม่ได้ต้องการโทษเกม หรือคนที่สร้างเกม แต่เขาหวังว่าจะสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนที่รักการเล่นเกมเหมือนลูกชายของเขา และขณะนี้เดวิดกับเพื่อนของลูกชายก็กำลังร่วมมือกันสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
“อย่าไปห้ามลูกเล่นเกมเลยครับ พวกเขารักมัน และมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา” เดวิดกล่าว “ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนหมดสนุก แต่อยากเตือนให้ระวังตัวไว้ เล่นได้ แต่ก็พักบ้าง”
คุณสามารถหาดูเทปสัมภาษณ์ของเดวิดกับ BBC ได้ ที่นี่
25 วิธีการแก้ปัญหาโลกร้อน
1.ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี
2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง
3.ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์
4.เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ
5.เลือกซื้อเลือกใช้ เมื่อต้องซื้อรถยนต์ใช้ในบ้าน หรือรถยนต์ประจำสำนักงานก็หันมาเลือกซื้อรถประหยัดพลังงาน รวมทั้งเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน
6. เช็กลมยาง การขับรถที่ยางลมมีน้อยอาจทำให้เปลืองน้ำมันได้ถึง 3% จากภาวะปกติ
7.เปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล ให้มากขึ้น
8.ลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนถนนในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ
9.ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกในอาคารสำนักงาน เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเฉพาะจุด
10.ใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์ ในการตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วให้แห้ง ไม่ควรใช้เครื่องปั่นผ้าแห้งหากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้า
11.ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด เพราะระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาลต่างๆ ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้น้ำสะอาด และดำเนินการจัดส่งไปยังอาคารบ้านเรือน
12.ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากโรงผลิตกระแสไฟฟ้า
13.ป้องกันการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ ด้วยการแยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
14.ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน เพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน
15.นำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารบ้านเรือน โดยใช้การออกแบบบ้าน และตำแหน่งของช่องแสงเป็นปัจจัย ซึ่งจะช่วยลดจำนวนหลอดไฟและพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้
16.ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการเผากำจัดในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธีต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่ ในบรรยากาศ
17.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเติมใหม่ได้ เพื่อเป็นการลดขยะจากห่อของบรรจุภัณฑ์
18.เลือกใช้กระดาษรีไซเคิล กระดาษรีไซเคิลช่วยลดขั้นตอนหลายขั้นตอนในกระบวนการผลิตกระดาษ
19.ชักชวนคนอื่นๆ รอบข้างให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาภาวะโลกร้อน ให้ความรู้ความเข้าใจและชักชวนคนใกล้ตัว รวมทั้งเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวคุณ เพื่อขยายเครือข่ายผู้ร่วมหยุดโลกร้อนให้กว้างขวางขึ้น
20.ซื้อให้น้อยลง แบ่งปันให้มากขึ้น อยู่อย่างพอเพียง เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนาก็สามารถช่วยได้ด้วยการลดการเผาป่าหญ้า ไม้ริมทุ่ง และต้นไม้ชายป่า เพื่อกำจัดวัชพืชและเปิดพื้นที่ทำกา เกษตร เพราะเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก นอกจากนั้นการตัดและเผาทำลายป่ายังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ
21.ปลูกพืชผักให้หลากหลายและปลูกตามฤดูกาลในท้องถิ่น เป็นการลดการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลที่ต้องใช้พลังงานเพื่อถนอมอาหาร และผ่านกระบวนการบรรจุเป็นอาหารกระป๋อง
22.ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร นอกจากจะเป็นการลดปัญหาการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลกแล้ว ในระยะยาวยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต และทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรด ขึ้น โปรดปรึกษาและเรียนรู้จากกลุ่มเกษตรกรทางเลือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย สถาปนิกและนักออกแบบ
23.นำก๊าซมีเทนจากกองขยะมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการลงทุนพัฒนาให้เป็นพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ แต่มีต้นทุนต่ำ
24.สนับสนุนให้มีการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และการพัฒนาระบบให้มีต้นทุนต่ำและคุ้มค่าในการใช้งาน
25.สนับสนุนกลไกต่างๆ สำหรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงเทคโนโลยีและการลดต้นทุน
from : http://cpe.kmutt.ac.th/wiki
สารฟอกขาว
สารฟอกขาว หรือ สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ (Sodium hydrosulfite) หรือผงซักมุ้ง นิยมใช้ในอุตสาหกรรมฟอกย้อมเส้นใยไหม แห และอวน แต่พบว่ามีผู้ค้าบางรายนำมาใช้ฟอกขาวในอาหาร เพื่อให้อาหารมีความขาว สดใสน่ารับประทานและดูใหม่อยู่เสมอ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
อาหารที่มักตรวจพบสารฟอกขาว
ถั่วงอก ขิงฝอย ยอดมะพร้าว กระท้อน หน่อไม้ดอง น้ำตาลมะพร้าว ทุเรียนกวน
อันตรายต่อผู้บริโภค
หากสัมผัสสารฟอกขาวโดยตรงจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง และถ้าบริโภคเข้าไป จะทำให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัส เช่น ปาก ลำคอ กระเพาะอาหาร นอกจากนั้น ทำให้เกิดอาการ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาเจียน อุจจาระร่วง และหากแพ้สารนี้อย่างรุนแรง จะทำให้ถ่ายเป็นเลือด ชัก ช็อก หมดสติ หายใจไม่ออก ไตวาย และเสียชีวิตในที่สุด
วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารฟอกขาว
เลือกซื้ออาหารที่สะอาด มีสีใกล้เคียงกับธรรมชาติ ไม่ขาวจนผิดปกติ เช่น ทุเรียนกวนที่มีสีหมองคล้ำตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการซื้อถั่วงอกหรือขิงซอยที่ผ่านการใช้สารฟอกขาวจนทำให้มีสีขาวอยู่เสมอ แม้ตากลม สีก็ยังไม่คล้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ก่อนบริโภคอาหารที่สงสัยว่ามีสารฟอกขาวควรทำให้สุกเสียก่อนเพราะสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์จะถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำมารับประทานแบบสด ๆ
ที่มา กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี
เคล็ดลับดูแลส้นเท้าแตก
- เท้าแตกเกิดจากการใส่รองเท้าเปิดส้นนานๆ ด้วย เช่น รองเท้าแตะคีบ รองเท้าฟองน้ำ รองเท้าสาน ดังนั้นหันมาใส่รองเท้าหุ้มส้นโดยเลือกรองเท้าที่บุพื้นภายในที่นุ่มสวมใส่ ถุงเท้าหรือรองเท้าลำลองใส่ในบ้านบ้างค่ะ
- แช่เท้าในน้ำสบู่ 10-15 ให้ผิวที่แห้ง แตก หยาบกร้านนิ่มลง แล้วใช้หินขัดถูส้นเท้าสัปดาห์ละครั้ง
- หลังอาบน้ำใช้ครีมนวดทาส้นเท้าให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวจนผิวชุ่มชื้น
- รักษาส้นเท้าแตก ด้วยสูตรธรรมชาติมากมายหลายสูตร เช่น
1. ทาด้วยน้ำมะนาวผสมดินสอพองหรือยางมะละกอหรือถูด้วยสารส้มกับน้ำชุบสำลี หรือทายางต้นรักหรือถูด้วยเปลือกกล้วยหอมก็ได้
2. แช่เท้าในน้ำสบู่ แล้วใช้วาสลีน 1 ช้อนชาผสมน้ำมะนาว 1 ลูกถูส้นเท้า หรือบดสตรอเบอร์รี่เติมน้ำมันมะกอกกับเกลือนวดส้นเท้า หรือผ่าส้มเป็นแว่น 2 ผล น้ำมันพืช 1 ถ้วย เกลือทะเล 1 ถ้วย นำน้ำมันพืชผสมกับเกลือจุ่มส้มลงไปแล้วนำมาขัดส้นเท้า
3. ต้มนมเติมน้ำมะนาวกับกลีเซอรีนพอเย็นใช้ทาส้นเท้าก่อนนอนใส่ถุงเท้าฝ้ายทับ เพื่อลดอาการแตกจะบดกล้วยหอมสุกหรือหัวหอมใหญ่ให้ละเอียดก็ได้แล้วทาส้นเท้า แตกใช้ผ้าพันทิ้งไว้สักพักแล้วล้างน้ำออกค่ะ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อส้นเท้าแตก
- ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไปจนอ้วน เพราะจะทำให้ส้นเท้ารับน้ำหนักมากจนส้นเท้าแตก
- ไม่ปล่อยให้ผิวแห้ง เพราะมีแนวโน้มที่จะทำให้ส้นเท้าแตกได้ง่าย
- หลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าส้นเปิด ถ้าต้องเดินบนพื้นเย็นๆ เป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า โดยไม่สวมรองเท้าเป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังบริเวณส้นเท้าเริ่มขาดความยืดหยุ่น ผิวจะเริ่มหนาแล้วแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผิวหนังส่วนนี้แห้งและแตก
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นมากทำให้ผิวแห้งง่าย เช่น ทำงานในห้องแอร์ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ทาครีมที่เท้าและส้นเท้าด้วย
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เท้าสัมผัสน้ำบ่อยๆ หรือแช่น้ำนานๆ
- หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ บนพื้นเข็งๆ เช่น พื้นปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวมากเพราะจะทำให้ส้นเท้าแตกง่ายด้วยค่ะ
04/08/2011 17:36:21, 